xs
xsm
sm
md
lg

“พี่น้อง” กับ “เพื่อนเหล็ก” จีนกำลังบอกอะไรผ่านทูตสองประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หลังความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ผมติดตามท่าทีของจีนมาโดยตลอด และยิ่งติดตามก็ยิ่งเกิดคำถามว่า ในสายตาของปักกิ่งนั้น ไทยกับกัมพูชามีสถานะเหมือนกันจริงหรือไม่

เพราะถ้าฟังเฉพาะคำพูดอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีน จีนยังยืนยันว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองประเทศ ต้องการเห็นสันติภาพ สนับสนุนการเจรจา และพยายามวางตัวเป็นผู้มีบทบาทสร้างสรรค์ในการคลี่คลายความขัดแย้ง

แต่ถ้าเราหันมาดูสิ่งที่เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชากับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยพูดและทำ โดยเฉพาะสิ่งที่สื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ผมตั้งคำถามมากขึ้น

คนหนึ่งคือ วัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน

อีกคนคือ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

หลังการปะทะไทย–กัมพูชา วัง เหวินปินเดินทางไปพบและให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่พลัดถิ่นจากพื้นที่ชายแดนหลายครั้ง สิ่งเหล่านี้หากมองเพียงด้านมนุษยธรรมก็ไม่มีอะไรผิด จีนเองก็เคยให้ความช่วยเหลือประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบเช่นกัน

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ “ถ้อยคำ” ของวัง เขาเคยประกาศว่า “China firmly supports Cambodia in safeguarding its national sovereignty, security and development interests.” หรือจีน “สนับสนุนกัมพูชาอย่างแน่วแน่ในการปกป้องอธิปไตยแห่งชาติ ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนา”

คำว่า “อธิปไตย” ในยามปกติอาจเป็นศัพท์ทางการทูตธรรมดา แต่เมื่อพูดในช่วงที่กัมพูชากำลังมีข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือพื้นที่ชายแดนกับไทย ความหมายย่อมเปลี่ยนไป

ผมไม่ได้บอกว่าจีนประกาศรับรองว่าพื้นที่พิพาทเป็นของกัมพูชา เพราะจีนยังไม่เคยพูดเช่นนั้นอย่างเป็นทางการ แต่เอกอัครราชทูตเป็นตัวแทนของรัฐ และทุกคำที่พูดในช่วงวิกฤตย่อมมีน้ำหนัก

ยิ่งล่าสุด หวังเดินทางไปจังหวัดพระวิหาร พบประชาชนกัมพูชาที่พลัดถิ่น และพูดในทำนองว่าความยากลำบากเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว จีนจะช่วยเหลือต่อไป และหวังว่าคนเหล่านี้จะได้กลับบ้าน

ปัญหาอยู่ตรงคำว่า “กลับบ้าน”

เพราะคนบางส่วนที่กัมพูชาพูดถึงไม่สามารถกลับไปยังพื้นที่เดิมที่ปัจจุบันฝ่ายไทยควบคุมอยู่ และกัมพูชากล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทย

ดังนั้น เมื่อทูตจีนพูดเรื่องการกลับบ้านกับคนกลุ่มนี้ คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า “บ้าน” ที่ทูตจีนหมายถึงอยู่ตรงไหน ถ้าหมายถึงพื้นที่ซึ่งไทยยืนยันว่าอยู่ในเขตอธิปไตยไทย คำพูดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเดินเข้าใกล้ข้อพิพาททางการเมืองและดินแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน วังย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “China and Cambodia are ironclad friends.” จีนกับกัมพูชาเป็น “มิตรเหล็ก” ภาษาจีนใช้คำว่า 铁杆朋友 (tiěgǎn péngyou) หมายถึงเพื่อนที่แน่นแฟ้น แข็งแกร่ง และไว้วางใจกันอย่างสูง

กับประเทศไทย จีนใช้ประโยคที่คนไทยได้ยินกันมาหลายสิบปีว่า中泰一家亲 (Zhōng Tài yī jiā qīn) “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” หรือถ้าแปลตรงๆ คือจีนกับไทยใกล้ชิดกันเสมือนครอบครัวเดียวกัน

จาง เจี้ยนเว่ยเองก็ยังใช้คำนี้ เขาเคยกล่าวว่าจีนกับไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อนที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี และย้ำว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ยืนหยัดผ่านการทดสอบของกาลเวลา

ฟังแล้วอบอุ่นมาก แต่ปัญหาคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดกันที่คำหวาน แต่วัดกันตอนผลประโยชน์เกิดขัดกัน

กัมพูชามีความสัมพันธ์ทางทหารกับจีนอย่างลึกซึ้ง ใช้อาวุธจีนจำนวนมาก มีการฝึกร่วม Golden Dragon มีความร่วมมือเกี่ยวกับฐานทัพเรือเรียม และจีนยังส่งมอบยุทโธปกรณ์ให้กัมพูชาตามโครงการที่ตกลงกันมาก่อนเกิดการสู้ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าจีนส่งอาวุธเหล่านั้นให้กัมพูชา “เพื่อเอามารบกับไทย” และจีนก็เคยชี้แจงเช่นนั้น

แต่สำหรับประเทศไทย คำถามไม่ได้จบแค่นั้น เพราะประเทศที่เพิ่งปะทะกับเราได้รับการเสริมขีดความสามารถทางทหารจากประเทศที่บอกกับเราว่า “พี่น้องกัน” คนไทยย่อมมีสิทธิถามว่า จีนมองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของไทยอย่างไร

คำถามนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อหันกลับมาดูท่าทีของสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ

ในช่วงที่ผ่านมา จาง เจี้ยนเว่ยแสดงความไม่พอใจกับการใช้คำว่า “จีนเทา” โดยเห็นว่าการนำคำว่า “จีน” ไปผูกกับอาชญากรรมอาจสร้างภาพเหมารวมและทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน ผมเข้าใจเหตุผลส่วนหนึ่ง คนจีนมากกว่าพันล้านคนย่อมไม่ควรถูกเหมารวมจากการกระทำผิดของคนบางกลุ่ม แต่ก็ต้องถามกลับว่า จีนเข้าใจความรู้สึกของคนไทยหรือไม่

คำว่า “จีนเทา” ในสังคมไทยไม่ได้หมายความว่าคนจีนทุกคนเป็นอาชญากร แต่เกิดจากปัญหาจริงของกลุ่มทุนและเครือข่ายอาชญากรรมที่มีชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

ถ้าจีนขอให้ไทยเข้าใจความรู้สึกของคนจีน จีนก็ควรเข้าใจความรู้สึกของคนไทยด้วย

เรื่องยิ่งร้อนขึ้นเมื่อเกิดกรณีแฟนคลับชาวจีนมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานแฟนมีตที่กรุงเทพฯ สถานทูตจีนออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบและปกป้องสิทธิของพลเมืองจีนอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ในสังคมไทยมีข้อมูลอีกด้านเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ร่วมงานชาวจีนก่อนเกิดเหตุ

หน้าที่ของสถานทูตคือดูแลพลเมืองตัวเอง เรื่องนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่คำถามคือ การปกป้องพลเมืองของตัวเองควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้านก่อนหรือไม่

และตรงนี้เองที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาผิดจากธรรมเนียมการทูตที่เราคุ้นเคย

สีหศักดิ์เปิดเผยว่า เคยพูดกับจาง เจี้ยนเว่ยแล้วว่า ทูตจีนควรทำความเข้าใจกับความอ่อนไหวของสาธารณชนไทย ไม่ใช่มุ่งแต่ปกป้องผลประโยชน์ของจีนหรือคนจีน เพราะสถานทูตมีหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เมื่อเกิดปัญหาควรช่วยทำให้เรื่องบรรเทาลง ไม่ใช่ทำให้ลุกลาม

นี่เป็นคำพูดที่ผมคิดว่าหนักมากสำหรับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพราะปกติความไม่พอใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานทูตต่างประเทศมักพูดกันหลังประตู ไม่ค่อยเอาออกมาพูดต่อสาธารณะ

เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศไทยต้องพูดออกมาตรงๆ ว่า นักการทูตไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเจ้าบ้านด้วย นั่นย่อมสะท้อนว่าปัญหามันไม่ได้อยู่เพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

น่าสนใจว่า หลังเสียงวิจารณ์ดังขึ้น สถานทูตจีนมีท่าทีล่าสุดที่แตกต่างออกไป

แทนที่จะออกมาปกป้องพลเมืองจีนเพียงด้านเดียว สถานทูตกลับประกาศเตือนชาวจีนที่จะเดินทางมาร่วมกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรมในประเทศไทยว่า ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบท้องถิ่น เคารพการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำความเข้าใจกฎของกิจกรรม และหากมีปัญหาให้ใช้ช่องทางอย่างเป็นทางการในการปกป้องสิทธิของตน

ผมมองว่านี่เป็นการปรับน้ำเสียงที่มีความหมาย เพราะจากเดิมที่คนไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า สถานทูตรีบออกมาปกป้องคนจีนก่อนข้อเท็จจริงจะครบ วันนี้สถานทูตกลับพูดถึง “หน้าที่” ของพลเมืองจีนในประเทศไทยควบคู่กับ “สิทธิ” ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ผมถือว่าเป็นเรื่องดี

เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืนไม่สามารถตั้งอยู่บนการเรียกร้องให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกของเราเพียงฝ่ายเดียว

กลับมาที่กัมพูชา ในพนมเปญ เราเห็นวัง เหวินปินยืนอยู่กับผู้พลัดถิ่นกัมพูชา พูดเรื่องการกลับบ้าน พูดถึงอธิปไตย ความมั่นคง และย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่ากัมพูชาคือ “เพื่อนเหล็ก”

ในกรุงเทพฯ เราเห็นจาง เจี้ยนเว่ยออกมาปกป้องภาพลักษณ์ของจีนเรื่อง “จีนเทา” ปกป้องพลเมืองจีนเมื่อเกิดข้อพิพาท จนรัฐมนตรีต่างประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่า นักการทูตมีหน้าที่รักษาความสัมพันธ์กับประเทศเจ้าบ้านด้วย

เมื่อเอาภาพสองภาพนี้มาวางติดกัน ผมจึงอยากถามปักกิ่งตรงๆ ว่า ระหว่าง 中泰一家亲 — จีนไทยพี่น้องกัน กับ 铁杆朋友 — จีนกัมพูชาเพื่อนเหล็ก สองคำนี้มีความหมายอย่างไรในโลกแห่งความเป็นจริง

ผมไม่ได้เรียกร้องให้จีนเลิกคบกัมพูชา ไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรไปกำหนดนโยบายต่างประเทศของจีน เช่นเดียวกับที่จีนไม่ควรกำหนดว่าไทยจะคบใคร แต่หากจีนต้องการให้คนไทยเชื่อว่า “จีนไทยพี่น้องกัน” จีนก็ต้องเข้าใจว่า ความสัมพันธ์แบบพี่น้องไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย และไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งพูด อีกฝ่ายมีหน้าที่รับฟัง

มันต้องตั้งอยู่บนการเคารพซึ่งกันและกัน จีนมีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของจีน ไทยก็มีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของไทย จีนมีสิทธิ์ห่วงความรู้สึกของประชาชนจีน แต่จีนก็ต้องเคารพความรู้สึกและศักดิ์ศรีของประชาชนไทยเช่นกัน

และถ้าจีนยังต้องการมีบทบาทในความขัดแย้งไทย–กัมพูชาในฐานะประเทศที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือได้ สิ่งที่เอกอัครราชทูตจีนพูดที่กรุงเทพฯ และพนมเปญก็ต้องระมัดระวังมากกว่านี้

เพราะในท้ายที่สุด คนไทยไม่ได้ตัดสินความสัมพันธ์ไทย–จีนจากคำว่า “พี่น้องกัน” ในงานเลี้ยงทางการทูต แต่ตัดสินจากสิ่งที่จีนพูดและทำ โดยเฉพาะในวันที่ผลประโยชน์ของ “พี่น้อง” ไปชนกับผลประโยชน์ของ “เพื่อนเหล็ก” วันนั้นต่างหากที่จะบอกเราได้ว่า ในสายตาของจีน ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหน