xs
xsm
sm
md
lg

อวสาน 5 เสือก่อสร้างไทย? EP.1: เจาะปม NWR ลุ้นศาลชี้ชะตา 17 ส.ค.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ถอดรหัส NWR จากตำนาน 50 ปี ตระกูลกรรณสูต สู่เหวหนี้ 3.4 พันล้าน เจาะเบื้องหลัง "ยุทธการเช่าสิทธิ์นั่งร้าน" ให้ทุนจีนสวมสิทธิ์ประมูลอุโมงค์น้ำ กทม. 9.5 พันล้าน

เรื่องพิเศษชุด...ศึกหนัก 5 เสือก่อสร้างไทย? (EP.1) : จุดหักเห 50 ปี “เนาวรัตน์พัฒนาการ” ลุ้นศาลชี้ชะตา “ล้มละลาย” 17 ส.ค.นี้

ในมิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR คือผู้เสนอราคาต่ำสุดในการประมูลโครงการอุโมงค์ส่งน้ำบึงหนองบอน กรุงเทพมหานคร วงเงิน 9,561 ล้านบาท แต่ในมิติประวัติศาสตร์การก่อสร้างไทย นี่คือการฉายภาพตัดสลับระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" ของตระกูลกรรณสูตผู้บุกเบิก NWR กับ "ปัจจุบันอันโรยรา" ของ 1 ใน 5 ยักษ์ใหญ่ที่กลายสภาพเป็นเพียง “นั่งร้าน” ให้ทุนก่อสร้างจีน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อปฏิเสธข้อสงสัยเรื่องคดีนอมินีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กำลังสืบสาว โดยยืนยันว่า พันธมิตรร่วมค้าใน "กิจการร่วมค้า NC-NB" แท้จริงคือ บริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่น เอนยิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ใช่ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด

คำชี้แจงนี้อาจเคลียร์ข้อกังขาบนหน้ากระดาษได้สำเร็จ แต่ไม่อาจกลบเสียงสะท้อนจากความรุ่งโรจน์ในอดีตร่วมครึ่งศตวรรษว่าเหตุใดผู้รับเหมาสัญชาติไทยระดับตำนาน จึงจำต้องเป็น "นั่งร้านทางกฎหมาย" ให้แก่รัฐวิสาหกิจก่อสร้างของรัฐบาลจีน

ตำนาน ‘กรรณสูต’ กำเนิดเสือตัวที่ห้า

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2519 ท่ามกลางยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังฉีดอัดงบประมาณสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ มานะ กรรณสูต พร้อมด้วยวิศวกรชั้นครูจากสายเลือดตระกูลกรรณสูตและสวัสดิ์บุรี ได้ร่วมกันจดทะเบียนก่อตั้ง บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด ด้วยทุนเริ่มแรกเพียงไม่กี่ล้านบาท

ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรมเฉพาะทาง NWR เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านงานยากที่ผู้รับเหมาทั่วไปไม่กล้าแตะ ทั้งงานขุดเจาะอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา งานเขื่อนขนาดใหญ่ งานท่าเรือน้ำลึก และโครงสร้างทางทะเล เม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินนับแสนล้านบาทถูกเปลี่ยนเป็นสาธารณูปโภคค้ำยันประเทศผ่านฝีมือช่างไทย

ความยิ่งใหญ่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี พ.ศ. 2538 เมื่อ NWR แปรสภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ "1 ใน 5 เสือก่อสร้างไทย" ร่วมกับ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD), บมจ. ช.การช่าง (CK), บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งฯ (STEC กรุ๊ป) และ บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) เป็นยุคทองที่ตระกูลกรรณสูตมีบารมีแนบแน่นกับกระทรวงเกรด A ทุกยุคทุกสมัย เป็นสัญลักษณ์ของทุนก่อสร้างสัญชาติไทยแท้ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

ห้วงเหวล้มละลาย ขาดทุนจมดิ่ง

ตัดสลับกลับมาที่ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ตัวเลขบนงบการเงินของ NWR กลับไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความเกรียงไกรในอดีต โดยผลขาดทุนสะสม พุ่งสูงทะลุ 7,318 ล้านบาท หลังเจอมรสุมขาดทุนสุทธิปี 2567 ลึกถึง 3,983 ล้านบาท และซ้ำเติมด้วยปี 2568 อีก 1,001 ล้านบาท NWR ตกอยู่ในสภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบลึกถึง 3,401 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนกว่า 3,200 ล้านบาท กระทั่งวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 NWR ต้องแบกหน้ายื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอพักชำระหนี้

แต่สิ่งที่ทำให้คนในวงการก่อสร้างต้องตื่นตะลึงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เพียง 24 วันหลังยื่นขอฟื้นฟูกิจการ NWR ในนาม "กิจการร่วมค้า NC-NB" กลับโผล่เคาะราคาต่ำสุด 9,518 ล้านบาท ในโครงการอุโมงค์น้ำ กทม.

นี่คือที่มาของ "ยุทธการเช่าสิทธิ์นั่งร้าน" ในเมื่อ NWR ขาดสภาพคล่องจนไม่มีปัญญาค้ำประกันแบงก์การันตี แต่ในระบบ e-GP ยังถือครอง "ใบอนุญาตผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สาขางานชลประทาน" ในขณะที่ ไชน่า สเตทฯ ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของโลก มีเงินทุนหนาแน่น มีเครื่องจักรพร้อม แต่ขาดคุณสมบัติผลงานระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ในไทย

ความสมประโยชน์ซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้น เมื่อ NWR ยอมเอาชื่อเสียงและใบอนุญาตสัญชาติไทยมาทำหน้าที่เป็น "นั่งร้านบังหน้า" เพื่อให้ทุนวิสาหกิจจีน สวมสิทธิ์เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินคอยอัดฉีดเงินและแบงก์การันตีและบริหารงานสนามจริงอยู่เบื้องหลัง

หากย้อนกลับไปในอดีต บารมีทางการเมืองและสายสัมพันธ์ของตระกูลเก่าแก่อาจเคยช่วยให้ผู้รับเหมายักษ์ใหญ่เจรจาขยายเวลา ส่งมอบงาน หรือวิ่งเต้นงบอุดหนุนเพื่อประคองสภาพคล่องรอดพ้นวิกฤตมาได้ทุกครั้ง

ทว่า ในปัจจุบัน ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย (e-GP - Electronic Government Procurement) บริหารจัดการโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่ใช้ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง ยื่นเสนอราคา และติดตามโครงการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้กลไกทางกฎหมายและระบบตรวจรับงานภาครัฐได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกณฑ์ ว 225 กรมบัญชีกลาง วัดกันที่ตัวเลข Net Worth และงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี เมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบเกือบ 3.5 พันล้านบาท และ NWR ไม่ได้ยื่นเอกสารติดตามสถานะตามเดดไลน์ 30 มิถุนายน 2569 จึงไม่มีเจ้าหน้ารัฐกล้าจรดปากกาเซ็นอุ้มเพราะเสี่ยงต่อคดีอาญา ป.ป.ช.

ขณะเดียวกัน โครงการเดิมของ NWR ในมือ กทม. 3 โครงการ มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท (คลองเปรมประชากร, คลองทวีวัฒนา, น้ำเสียดินแดง) อยู่ในสภาพล่าช้ากว่าแผน 28% ถึง 74%เนื่องจากขาดเงินหมุนเวียนจ่ายค่าวสัดุ คอนเนคชั่นทางการเมืองในอดีตจึงกลายเป็นเพียงอดีตอันว่างเปล่า เมื่อเจอตอทางบัญชีในปัจจุบัน ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่จึงมีเพียงการยอมขายสิทธิ์ให้ทุนต่างชาติเข้ามาสวมรอย

กะเทาะไส้ในคู่ค้า สายเลือดวิสาหกิจจีน

การที่ NWR แจ้งตลาดหลักทรัพย์ย้ำชื่อ “ไชน่า สเตทฯ” คู่ค้าตัวจริงออกมาเคลียร์คัทไม่ใช่ “ไชน่า เรียลเอสเตท” ไม่ได้ทำให้ภาพการเข้ามาสวมสิทธิ์ของกลุ่มทุนก่อสร้างเจือจางลง เพราะเมื่อกะเทาะเปลือกดูโครงสร้างระดับภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ ทั้งสองกลุ่มธุรกิจต่างมีรากแก้วที่เชื่อมโยงกลับไปสู่ คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารทรัพย์สินของรัฐแห่งสภาแห่งรัฐจีน (SASAC) ซึ่งเป็นองค์กรระดับกระทรวงของรัฐบาลกลางจีนทั้งคู่

สายแรก - บริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่นฯ จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2533 คือบริษัทลูกโดยตรงในประเทศไทยของ CSCEC (China State Construction Engineering Corporation) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจก่อสร้างสายตรงระดับแถวหน้าของรัฐบาลกลางจีน ซึ่งติดอันดับ Fortune Global 500 และฐานข้อมูลอันดับบริษัทรับเหมาก่อสร้างโลก (Engineering News-Record / ENR) จัดอันดับให้ CSCEC เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันหลายปีซ้อน

สายที่สอง - บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตทฯ / ไชน่า เรลเวย์ คือนิติบุคคลในเครือข่ายของ CREC (China Railway Group) ยักษ์ใหญ่ก่อสร้างสายรถไฟและคมนาคมของรัฐบาลจีนเช่นกัน ซึ่งในไทย 'บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด' หนึ่งในหุ้นส่วนธุรกิจของอิตาเลียนไทย ผู้ก่อสร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังพลายจากเหตุแผ่นดินไหว ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาจากกรณีใช้นอมินีคนไทยบังหน้าถือหุ้น 51% และอัดฉีดเงินกู้ยืมอำพรางกว่า 2,000 ล้านบาท ในสำนวนคดีนอนิมีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ความแตกต่าง ไชน่า สเตทฯ - ไชน่า เรียลเอสเตทฯ จึงมีเพียงแค่นามนิติบุคคลตามทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ในมิติการล่าสัมปทานงบประมาณแผ่นดินไทย ทั้งสองต่างเป็น "จิ๊กซอว์จากกลไกรัฐวิสาหกิจก่อสร้างของรัฐบาลจีน" ที่ถูกส่งเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยอย่างเป็นระบบ

ทาง 2 แพร่งชี้ชะตา 17 ส.ค.69

สองเส้นเวลาแห่งอดีตและปัจจุบัน กำลังเดินทางมาบรรจบกันที่จุดชี้ชะตาในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลาง กำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ NWR

ฉากทัศน์ทางกฎหมาย ถูกแยกออกเป็นทางแพร่ง 2 สายอย่างชัดเจน

ทางแพร่งแรก หากศาลฯ อนุมัติให้ฟื้นฟูกิจการ NWR จะได้รับสิทธิ์คุ้มครองชั่วคราว ต่อไป และจะใช้อ้างหนังสือเวียน ว 124 เพื่อเรียกร้องให้ กทม. ลงนามในสัญญางาน 9.5 พันล้านบาท ทว่า กทม. จะต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงสูงสุด หากกระบวนการทำแผนฟื้นฟูฯ ในอนาคตถูกเจ้าหนี้คัดค้านจนโครงการต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง

ทางแพร่งที่สอง หากศาลฯ ไม่อนุมัติ หรือ ยกเลิกคำร้อง สภาวะพักชำระหนี้จะสิ้นสุดลงทันที เจ้าหนี้สถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นกู้จะรุมฟ้องพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขณะที่กรมบัญชีกลางจะบังคับใช้หนังสือเวียน ว 225 สั่งเพิกถอนชื่อ NWR ออกจากผู้รับเหมาภาครัฐชั้นพิเศษ เปิดทางให้ กทม. ใช้อำนาจตาม TOR ข้อ 6.5 ประกาศยกเลิกการประกวดราคา

นอกจากนั้น ยังนำไปสู่การตัดสิทธิ์สัญญางานรัฐมูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนฯ (กทม.) มูลค่าราคากลาง 9,561 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างทางหลวง/ทางหลวงพิเศษ และชลประทานในส่วนภูมิภาค มูลค่ารวมประมาณ 2,500 – 3,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเจรจาทั้งหมดได้อย่างเด็ดขาด
การที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่าได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเอกชนก่อนลงนาม แท้จริงแล้วคือ "กลยุทธ์ซื้อเวลาเชิงนโยบาย" เพื่อรอฟังคำสั่งศาลในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นี้

หากศาลสั่งไม่อนุมัติ กทม. จะรอดพ้นจากข้อกังขาประเคนงานให้ทุนข้ามชาติ แต่หากศาลสั่งอนุมัติแผนฟื้นฟูฯ คำถามสำคัญจะกลับมาท้าทายภาวะผู้นำของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทันทีว่า จะกล้าใช้อำนาจ TOR 6.5 ตัดไฟแต่ต้นลม หรือจะยอมจรดปากกาเซ็นสัญญาหมื่นล้านที่เอานั่งร้านยักษ์ล้มมาค้ำประกันสาธารณูปโภคของคนกรุงเทพฯ?.