xs
xsm
sm
md
lg

'อดีต กสทช.' แกะหลักฐานสถานะ 'หมอสรณ' พบเอกสารเร็วผิดสังเกต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีต กสทช. จับโป๊ะเอกสาร 'มหิดล-รามาฯ' ป้อง 'หมอสรณ' โต้ข้ออ้างแพทย์อิสระ เงินได้ ม.40(6) ลบความเป็นลูกจ้างไม่ได้ พ่วงถามสัมพันธ์ Rama Channel เอื้อประโยชน์หรือไม่

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.69 นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยตั้งข้อสังเกตหลายประเด็นต่อเอกสารชี้แจงจากมหาวิทยาลัยมหิดลและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีที่สนับสนุนสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ทั้งขั้นตอนจัดทำเอกสาร ความรวดเร็วในการตอบข้อหารือ และถ้อยคำที่ใช้ในหนังสือ

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ก่อนคณะกรรมการสรรหาจะมีคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ ทั้งกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดเดิมและคณะกรรมการสรรหาเคยเชิญ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าชี้แจงหลายครั้ง แต่ไม่ได้เดินทางไปให้ข้อมูล แม้จะมีการเสนออำนวยความสะดวกเพื่อไปรับฟังคำชี้แจงในสถานที่ที่สะดวก ขณะที่ภายหลังมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ กลับมีเอกสารและพยานหลักฐานจากมหิดลออกมาหลายรายการ

"ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับการพิจารณาคดีในศาล ที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นพยานหลักฐานในช่วงการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่เมื่อมีคำตัดสินแล้ว จึงนำเอกสารออกมาร้องเรียนหรือโต้แย้งภายหลัง" นพ.ประวิทย์ กล่าว

อีกประเด็นคือความรวดเร็วของการจัดทำหนังสือ โดย นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยื่นเรื่องต่อมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 4 และมหาวิทยาลัยส่งต่อให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันเดียวกัน ก่อนรามาธิบดีตอบกลับวันที่ 7 และมหิดลออกหนังสือสรุปได้ในวันที่ 8 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงเอกสารของอดีตอธิการบดีที่ไม่มีเลขรับในระบบสารบรรณสำหรับการอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง และไม่มีการประทับตรา "ด่วน"

นพ.ประวิทย์ ยังทักท้วงถ้อยคำในหนังสือที่เรียก ศ.คลินิก นพ.สรณ ว่า "แพทย์ผู้ประกอบโรคศิลปะ" โดยเห็นว่าไม่ตรงกับถ้อยคำตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ซึ่งใช้คำว่า "ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม" และมองว่าจุดดังกล่าวสะท้อนถึงความเร่งรีบและความไม่รัดกุมในการจัดทำเอกสาร

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องค่าตอบแทนที่จัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) และถูกนำมาอธิบายว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างนั้น นพ.ประวิทย์ เห็นว่า ประเภทเงินได้ทางภาษีไม่อาจใช้ชี้ขาดสถานะความเป็นลูกจ้างได้เพียงอย่างเดียว พร้อมยกกรณีปี 2564 ซึ่ง ศ.คลินิก นพ.สรณ ขณะดำรงตำแหน่งรองคณบดีได้รับเงินได้ตามมาตรา 40(6) เช่นกัน

นพ.ประวิทย์ มองว่า หากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นแนวทางทั่วไป อาจกระทบไปถึงอาจารย์แพทย์ที่ทำงานในคลินิกพิเศษหรือ Premium Clinic ซึ่งมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(6) และอาจนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการจำแนกเงินได้ รวมถึงความสัมพันธ์ทางนิติสัมพันธ์ของผู้ปฏิบัติงาน


ขณะเดียวกัน นพ.ประวิทย์ หยิบหนังสือแก้ไขข้อเท็จจริงจากฝ่ายบริหารทุนมนุษย์ของมหิดลขึ้นมาพิจารณา หลังเอกสารระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นสภาพการเป็น "พนักงานค่าตอบแทนรายชั่วโมง" เมื่อวันที่ 13 เม.ย.65 ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นถ้อยคำสำคัญ เพราะสะท้อนสถานะทางนิติสัมพันธ์ในช่วงเวลาหนึ่ง และวันที่ดังกล่าวอยู่ภายหลังการได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น กสทช. แล้ว

"ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเกิดจากความผิดพลาดในการจัดทำเอกสารหรือไม่ ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่สถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ในช่วงเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามกฎหมาย" นพ.ประวิทย์ กล่าว

นพ.ประวิทย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวคิดการทำงานแบบวิชาชีพอิสระภายในโรงพยาบาลรัฐ โดยมองว่าต้องพิจารณาโครงสร้างและภาระความรับผิดของโรงพยาบาลรัฐให้ชัด ทั้งกรณีคลินิกพิเศษที่ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณภาครัฐผ่านกรมบัญชีกลางได้บางส่วน ความรับผิดทางละเมิดหากผู้ป่วยได้รับความเสียหาย ตลอดจนการจัดเก็บค่ารักษาผ่านใบเสร็จของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเงินเข้าสู่ระบบของคณะฯ และต้องพิจารณาสถานะรายได้และรายจ่ายตามกฎหมาย

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาคือสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "รามาแชนแนล" (Rama Channel) ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตจาก กสทช. โดย นพ.ประวิทย์ ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เคยเสนอแต่งตั้งคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยมหิดลและมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ เข้ามาเป็นอนุกรรมการ กสทช. และได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 8,000 บาท

นพ.ประวิทย์ จึงตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีลักษณะต่างฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ รวมถึงเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารรับรองคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ หรือไม่ พร้อมเห็นว่าควรตรวจสอบจากเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้อาศัยเพียงชื่อเรียกสถานะหรือรูปแบบการจ่ายเงิน แต่พิจารณาความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8(2) ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความเป็นอิสระของผู้ดำรงตำแหน่งและการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อดีต กสทช. เสนอทางออกวิกฤตบอร์ด 'คนเดียวพ้น อุปสรรคหาย'
'กสทช.' ค้างเติ่ง 143 วาระ 3 กรรมการรอพระราชวินิจฉัย-ไม่ร่วมวงประชุม 'พิรงรอง' ชง 6 คนเดินหน้าต่อ
'เหมือนหมาตัวหนึ่ง' พิรงรองเล่าชีวิตในบอร์ด กสทช. ไม่ได้รู้สึกอยู่คนเดียว
'หมอสรณ' สู้ต่อ! ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้อง ปมคุณสมบัติประธาน กสทช.
ประชุม กสทช. ฉายภาพเดิม 'หมอสรณ' มา กรรมการอีกฝั่งเดินออก