รอง ผบ.ตร. เปิดแผน ตร.เชิงรุก ตัดวงจรความรุนแรงทุกมิติ หลังเหตุกราดยิง ย้ำคุมเข้มอาวุธปืนทั้งบนถนน-โลกออนไลน์ สั่งดำเนินคดีเท่าเทียมไม่เว้นนักการเมือง พร้อมใช้ AI สกัดปืนเถื่อน และยกระดับเฝ้าระวังความรุนแรงในสถานศึกษา
วันนี้ (13 ส.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เปิดเผยถึงแนวทางและมาตรการเชิงรุกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ควบคุมอาวุธปืน และตัดวงจรความรุนแรงในสังคมอย่างยั่งยืน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวดทุกมิติ หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนและเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า สำหรับการขยายผลกรณีเยาวชนก่อเหตุในสถานศึกษา จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ก่อเหตุในเบื้องต้น พบว่ามีการค้นหาและให้ความสนใจใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เหตุการณ์กราดยิง กลไกการทำร้ายตัวเองและระยะเวลาการรับรู้ความรู้สึกของสมองหลังถูกยิง รวมถึงสภาพการใช้ชีวิตและการถูกจำคุกในเรือนจำ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบประวัติการใช้งานเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางยูทูบที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมในเชิงลึกทุกมิติ และใช้เป็นข้อมูลวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ขณะที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนอยู่ระหว่างขยายผลทางคดีเพิ่มเติม
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจปฏิบัติงานเชิงรุกนอกเหนือจากภารกิจประจำ โดยเน้นการตัดวงจรความรุนแรงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ความขัดแย้งในชุมชน ปัญหาในสถานศึกษา กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการคุ้มคลั่ง และความรุนแรงในพื้นที่เมือง
โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงในครอบครัว เช่น สามีทำร้ายร่างกายภรรยา ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีทันที ไม่ประนีประนอมหรือไกล่เกลี่ย เนื่องจากแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังสามารถช่วยลดปัญหาความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรง หรือกลุ่ม “สีแดง” จะยกระดับการเฝ้าระวังร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมโดยขาดการควบคุม การรับยา หรือการรักษา หากออกมาก่อเหตุ ตำรวจจะดำเนินการทั้งส่งตัวเข้ารับการรักษาตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต และดำเนินคดีอาญาในทุกข้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำให้เสียทรัพย์หรือลักทรัพย์ เพื่อแยกผู้ก่อความรุนแรงออกจากพื้นที่และป้องกันการก่อเหตุซ้ำ
พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงถึงข้อสงสัยเรื่องการใช้อาวุธของตำรวจว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หมายถึงการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ไม่ได้หมายถึงการวิสามัญฆาตกรรม
หากเกิดเหตุวิกฤตหรือเหตุกราดยิงที่ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนเล็งหรือยิงใส่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ การใช้อาวุธของตำรวจต้องเป็นไปตามยุทธวิธีจากเบาไปหาหนัก อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และใช้เพื่อป้องกันตนเองหรือบุคคลที่สาม รวมถึงยุติสถานการณ์ความรุนแรงให้ได้โดยเร็ว ขณะเดียวกันตำรวจยังคงซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการปราบปรามอาวุธปืน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 13 ส.ค. 2569 พบว่าอาวุธปืนจำนวนมากที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้มีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติด ทั้งกลุ่มผู้ค้าและผู้เสพ ตำรวจจึงเน้นกวาดล้างอาวุธปืนควบคู่กับการปราบปรามยาเสพติด รวมถึงตั้งจุดตรวจจุดตรวจค้นอาวุธปืนเถื่อนและอาวุธปืนมีทะเบียนที่พกพาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยึดหลักความโปร่งใส ปลอดภัย และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่มีอาวุธปืนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีใบอนุญาตพกพา อย่านำอาวุธปืนออกไปในที่ต่าง ๆ เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้านการป้องกันปัญหาในสถานศึกษา ตำรวจมอบหมายให้ครู D.A.R.E. ตำรวจดิจิทัล และตำรวจอาสา ทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จากเดิมที่เน้นยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้เพิ่มการเฝ้าระวัง คัดกรอง และประเมินสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการบูลลี่และความรุนแรงในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและสื่อสังคมออนไลน์ นำระบบ AI มาช่วยตรวจจับและปิดกั้นการประกาศขายอาวุธปืน สิ่งเทียมอาวุธปืน และอุปกรณ์ดัดแปลงตั้งแต่ต้นทาง พร้อมสั่งฝ่ายสืบสวนเร่งล่อซื้อและขยายผลดำเนินคดีกับผู้ขายและผู้ผลิต รวมถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น หรือบุคคลที่พกพาอาวุธปืนผิดกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น
นอกจากนี้ หากศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 รับแจ้งเหตุบุคคลมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง เมาสุรา คุ้มคลั่ง หรือมีความขัดแย้งในครอบครัว และตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวครอบครองอาวุธปืน ตำรวจจะเสนอเรื่องให้นายทะเบียนฝ่ายปกครองพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน
ส่วนตำรวจที่พกพาอาวุธปืน ได้กำชับว่าเฉพาะผู้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนหรือป้องกันปราบปรามเท่านั้นที่สามารถพกพาตามยุทธวิธี หากข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนำไปใช้นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
สำหรับกรณีนักการเมืองที่มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองจำนวนมาก พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ต้องตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายทั้งหมด หากพบว่ามีการพกพาหรือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียมกัน โดยไม่สนใจว่าเป็นบุคคลใด
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มความเข้มงวดและผลักดันการเพิ่มโทษในกรณีการก่อเหตุด้วยอาวุธปืน รวมถึงการนำอาวุธปืนผิดมือมาใช้ก่อเหตุ โดยที่ผ่านมาได้เสนอเรื่องเพิกถอนใบอนุญาตพกพา หรือใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืนไปแล้วหลายกรณี
ส่วนกรณีนักการเมืองท้องถิ่นจัดกิจกรรมจับสลากแจกรางวัลเป็นปืนลูกซองยาว 5 กระบอก ในพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และกรณีนักกีฬายิงปืนพกพาอาวุธปืนไปฝึกซ้อมนั้น ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ตำรวจนอกเครื่องแบบหรือสายสืบที่จำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนไปปฏิบัติหน้าที่ ยังสามารถดำเนินการได้ตามหน้าที่และยุทธวิธี แต่หากนำอาวุธปืนไปในสถานที่สาธารณะหรือร้านอาหารโดยไม่มีเหตุหรือไม่ได้อยู่ในภารกิจ ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำผิด

