xs
xsm
sm
md
lg

“อ่างเก็บน้ำวังโตนด” จุดชนวนคำถาม สร้างน้ำแก้แล้ง หรือแลกด้วยผืนป่า?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวศรีราชา - ครม. อนุมัติงบ เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ในวงกว้าง เมื่อเสียงคัดค้านตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อผืนป่าตะวันออกและช้างป่า ความคุ้มค่าของงบประมาณ รวมถึงข้อสงสัยว่าน้ำจากโครงการจะถูกใช้เพื่อภาคเกษตรในพื้นที่ หรือรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมใน EEC เป็นหลัก

ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ได้เกิดกระแสถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งจากประชาชนในพื้นที่ กลุ่มอนุรักษ์ และผู้ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ไม่ได้มีเพียงเรื่องความจำเป็นในการจัดหาแหล่งน้ำ แต่ยังครอบคลุมถึง ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความคุ้มค่าของการลงทุน และเป้าหมายการใช้น้ำในอนาคต


ห่วง “ผืนป่า–ช้างป่า” ต้องแลกกับอ่างเก็บน้ำหรือไม่

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและระบบนิเวศของภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกับผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงช้างป่า เสียงคัดค้านบางส่วนตั้งคำถามว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากน้อยเพียงใด และมาตรการชดเชยหรือฟื้นฟูระบบนิเวศจะสามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้จริงหรือไม่

โดยเฉพาะปัญหาช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ป่าและเข้าพื้นที่เกษตรของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกอยู่แล้ว ทำให้มีความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าอาจเพิ่มแรงกดดันต่อความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในอนาคต


คำถามใหญ่ “น้ำเพื่อใคร?”

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ วัตถุประสงค์การใช้น้ำ โดยมีข้อสงสัยว่า น้ำจากอ่างเก็บน้ำวังโตนดจะถูกจัดสรรเพื่อภาคเกษตรและประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก หรือมีส่วนรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ผู้คัดค้านบางส่วนมองว่า หากพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในจังหวัดจันทบุรี แต่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC การจัดสรรน้ำในอนาคตจึงควรมีความชัดเจนและตรวจสอบได้ว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ และประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อย่างไร

ประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องชี้แจงด้วยข้อมูล ทั้งแผนการจัดสรรน้ำ ปริมาณน้ำที่จะใช้ในแต่ละภาคส่วน และหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในระยะยาว


7,200 ล้านบาท คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องสูญเสียหรือไม่

ขณะเดียวกัน งบประมาณ 7,200 ล้านบาท ก็ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า โดยผู้คัดค้านบางส่วนเสนอว่า รัฐอาจพิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการน้ำ เช่น การฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำขนาดเล็ก การทำแก้มลิง หรือระบบบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “สร้างอ่างแล้วได้น้ำเท่าไร” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และงบประมาณที่ต้องจ่ายนั้น มีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นหรือไม่


เสียงคนในพื้นที่ ห่วงที่ดิน–วิถีชีวิต–ภัยธรรมชาติ

สำหรับประชาชนในพื้นที่ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการก่อสร้าง ทั้งเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน การสูญเสียพื้นที่ทำกิน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระบบน้ำตามธรรมชาติ กลุ่มผู้คัดค้านจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างรอบด้าน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ

กระแสถกเถียงเรื่องอ่างเก็บน้ำวังโตนดจึงสะท้อนว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดเพียงปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องตอบให้ได้พร้อมกันว่า ผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่าจะถูกจัดการอย่างไร ใครจะได้รับประโยชน์จากน้ำ ความคุ้มค่าของงบประมาณอยู่ตรงไหน และประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากเพียงใด


ท้ายที่สุด โครงการจะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงคำว่า “จำเป็นต้องมีน้ำ” แต่ต้องทำให้สังคมเห็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “จะสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างไร โดยไม่ผลักต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและชีวิตของคนในพื้นที่ให้เป็นผู้รับภาระ”