ถือว่าเป็นข้อมูลที่น่าตกใจพอสมควร เมื่อ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างปาฐกถา ในงาน The INTANIA Forum 2026 เมื่อสัปดาห์ก่อน เผยให้เห็นว่าที่ผ่านมามีธนบัตรมูลค่าสูงหายไปจากระบบจำนวนมหาศาล และเป็นสาเหตุสำคัญในการ “ฉุดรั้ง” การเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งยังเป็นต้นตอของการ “ฉ้อฉล” การทุจริตมากมาย
ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลที่สร้างความสนใจอย่างมาก โดยระบุว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จำนวน 2 รุ่น ซึ่งมีอายุราว 20–30 ปี มีมูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ สะท้อนความเป็นไปได้ว่าเงินสดจำนวนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้นอกระบบเศรษฐกิจ หรือหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ธปท. ย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น "สัญญาณความผิดปกติ" ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นเงินผิดกฎหมายทั้งหมด
พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดทุนเทา โดยเตรียมเข้มงวดการฝากเงินสดมูลค่าสูง การแลกธนบัตรจำนวนมาก และประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ซึ่งพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติเป็นจำนวนมาก และมีการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามเส้นทางการเงินอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือน พบธุรกรรม USDT ที่เข้าข่ายต้องสงสัยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 250,000 ล้านบาท หรือราว 40% ของธุรกรรมที่ถูกนำมาตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติและต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดเงินทุน แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ Misallocation โดยเงินทุนจำนวนหนึ่งไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่กลับหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ “ทุนสีเทา” และธุรกรรมที่ยากต่อการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างและอุดช่องโหว่ของระบบการเงินควบคู่กันไป
นับเป็นครั้งแรกๆที่มีการเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้จาก “ผู้คุ้มกฎ” สำคัญในระบบการเงิน อย่างผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อมูลที่ระบุว่า “แบงก์พัน” หายออกจากระบบปกติ แล้วไหลเข้าสู่ “ธุรกิจนอกระบบ” หรือ “ทุนเทา” ที่กำลังระบาดและเติบโตในประเทศไทย
สำหรับมาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ และคาดว่าจะสามารถนำมาดัดหลังทุนเทา เงินคอร์รัปชัน และธุรกิจผิดกฎหมายได้ คือ การยกเลิกธนบัตร หรือ“Demonetization” มาตรการที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางอาจนำมาใช้ โดยประกาศให้ธนบัตรบางชนิดหรือบางมูลค่า “สิ้นสภาพ”การเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามอาจกำหนดระยะเวลาให้ประชาชนนำธนบัตรเดิมไปแลกเป็นธนบัตรใหม่ หรือนำเข้าฝากผ่านระบบธนาคาร
มาตรการนี้ต่างจากการออกธนบัตรรุ่นใหม่ตามปกติ เพราะDemonetization มุ่งทำให้ธนบัตรเดิมที่ประชาชนถืออยู่มีวันหมดอายุในการใช้งาน หากไม่นำมาแลกหรือฝากภายในเงื่อนไขที่กำหนด เงินดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้า ชำระหนี้ หรือหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีก
แน่นอนว่าจากข้อมูลที่น่าตกใจดังกล่าว เชื่อมโยงกับ “ทุนเทา” อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันด้วยมูลค่ามากว่า 1.4 แสนล้านบาท ย่อมสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากมาย สร้างผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ที่มาในรูปของภาษี ขณะเดียวกันหากยังปล่อยให้ธุรกิจนอกกฎหมายดังกล่าวขยายตัวเติบโตต่อไป นอกจากส่งผลระทบด้านเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ “ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ”ระบุว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการขยายตัวต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี โดยเฉพาะเป็นสาเหตุทำให้การขยายตัวของไทย “ต่ำกว่าศักยภาพ” มานาน และหากยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงตามมาอีกด้วย
ขณะเดียวกันเมื่อมีการพูดถึง “ทุนเทา” และธุรกิจนอกระบบแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงไปถึง “กลุ่มการเมือง” ในบ้านเราแบบเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “บ้านใหญ่” ทั้งหลายที่อยู่ในข่ายเกี่ยวข้องกับ “ธุรกิจสีเทา” ดังกล่าว อีกทั้งยังเป็น “ขบวนการทุจริต” ไม่เว้นแม้กระทั่งการ “ซื้อเสียง” ล้วนเป็นภาพจำในสังคมไทยมาช้านาน
เมื่อมีการระบุข้อมูลออกมาอย่างน่ากลัว และเป็นเชิงลบของประเทศแบบนี้แล้ว ที่ต้องจับตาต่อไปก็คือทางภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาล ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีท่าทีตอบสนองกลับมาอย่างเป็นทางการอย่างฉับไวหรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็นปฏิกิริยาออกมาทางใดทางหนึ่งแต่อย่างใด
ทั้งที่ผ่านมารัฐบาลมีการประกาศ “ยกเครื่อง” ระบบเศรษฐกิจกันใหม่ เพื่อให้ประเทศก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้ว หรือการประกาศหลักการ “5T” ได้แก่ Target การมุ่งเป้าใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด, Transition การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่, Transform การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจให้การเติบโตถึง SMEs ชุมชน และแรงงาน, Transparency โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ Together การรวมพลังรัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ประกอบการ
ดังนั้นเมื่อได้เห็นข้อมูลอันน่าตกใจดังกล่าวออกมาให้เห็นแล้ว หนทางข้างหน้าก็ขึ้นอยู่กับว่า ระดับรัฐบาล โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเอาจริง สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหา “ทุนเทา” แบบขุดรากถอนโคนได้หรือไม่ หรือว่า จะว่ากันไปเรื่อยๆตามแบบการเมืองที่ผ่านมา หรือเกรงลูบหน้าปะจมูก เพราะเกรงจะเชื่อมโยงไปถึง “บ้านใหญ่” ใกล้ตัวหรือเปล่า !!

