ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนกันยายนของทุกปีถือว่าเป็นฤดูโยกย้ายใหญ่สำหรับข้าราชการ เพราะปีงบประมาณจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน จะเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป ดังนั้นจะเห็นว่าเริ่มมีหน่วยงาน หลายกระทรวงที่มีการทยอยแต่งตั้งโยกย้าย มีการประกาศรายชื่อกันไปแล้ว ขณะเดียวกันนับจากนี้ก็จะมีการทยอยแต่งตั้งโยกย้ายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนตามมาอีกหลายระลอก
อย่างไรก็ดีสำหรับในปีนี้ถือว่าน่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นการโยกย้ายในยุคที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าเป็นรัฐบาลผสม แต่ถือว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ “สีน้ำเงิน” ได้ยึดกุมกระทรวงสำคัญแทบทั้งสิ้น นอกเหนือจากนี้ในด้านนิติบัญญัติ ที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรสามารถควบคุมเสียง รวมถึงตำแหน่งและโควตาในคณะกรรมาธิการสำคัญได้มากที่สุดแล้ว ใน “สภาสูง” หรือวุฒิสภา ก็รับรู้กันว่าอยู่ภายใต้การชี้นำของ “สีน้ำเงิน” อีกด้วย
โดยวุฒิสภาดังกล่าว ยังมีอำนาจในการโหวตแต่งตั้ง องค์กรอิสระ รวมไปถึงองค์กรด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้อีกด้วย ดังนั้นถือว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
วกกลับมาที่การโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงานสำคัญ ที่ก่อนหน้านี้ต่างทยอยแต่งตั้งกันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ตัวผู้บัญชาการคนใหม่ไปแล้ว คือ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ที่จะดำรงตำแหน่งยาวนานไปถึง 7 ปี ซึ่งอาจถือว่าเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เหลืออายุราชการในตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติสาสตร์ของตำรวจ
อย่างไรก็ดีสำหรับตำแหน่งดังกล่าวอาจเป็นการขึ้นมาแบบลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย หลังจากที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)มีมติเห็นชอบด้วยเสียงเอกฉันท์ แต่ถึงอย่างไรที่ต้องจับตามองมากที่สุด น่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปีที่จะตามมาอีกล็อตใหญ่เร็วๆ นี้ต่างหาก โดยเฉพาะในระดับนายพลอีกหลายตำแหน่ง
ในส่วนของกองทัพ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วฝ่ายรัฐบาลอาจไม่สามารถเข้าไปล้วงลูกได้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัฐบาลพลเรือนแบบนี้ ยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากกองทัพในภารกิจสำคัญ จึงทำได้แค่เป็นฝ่ายธุรการนำเสนอบัญชีแต่งตั้งตามขั้นตอนมากกว่า อีกทั้งในปีนี้ระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพยังไม่มีใครเกษียณอายุราชการ ความเข้มข้นอาจลดน้อยลงไป แม้ว่าจะมีระดับนายพลจะมีการย้ายตามมา แต่ในระยะหลังการโยกย้ายในกองทัพจึงไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนักอีกทั้งสังคมยุคใหม่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก
ส่วนกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงคมนาคม ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง วัย 50 ปี ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ และเป็นปลัดกระทรวง ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงนี้ โดยยังเหลืออายุราชการมากถึง 10 ปี นั่นถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านอำนาจของกระทรวงฯ ที่ถือครองงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายแสนล้าน ถึง ล้านล้าน และพูดได้ว่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
แน่นอนว่าการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ในยุคที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และกำลังถูกจับตามองว่า เบื้องหลังการผลักดันครั้งนี้ ย่อมต้องมี “สีน้ำเงิน” มีส่วนสำคัญ และหากพิจารณาจากแบ็กกราวด์ก็บังเอิญว่า นายปิยพงษ์ เติบโตเป็นอธิบดีกรมทางหลวงในยุคที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคราวนี้เมื่อพรรคภูมิใจไทยคมกระทรวงคมนาคม อีกทั้งช่วยไม่ได้ที่ต้องถูกจับตาไปที่ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์”
สำหรับการโยกย้ายข้าราชการในช่วงสำคัญนี้ มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงมหาดไทย พร้อมเรียก พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบโดยใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเข้าพบ พลโท อดุลย์ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องใดบ้าง โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ให้ไปถามนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พลตำรวจเอก สำราญ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า จะไปติดตามเรื่องนอมินี
สำหรับการโยกย้ายที่ถือว่าน่าจับตามองที่สุดในปีนี้ ยังเป็นการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน เอง ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศ “รีเซ็ต” และจัดระเบียบภายในกระทรวงกันครั้งใหญ่ หลังจากที่มีข่าวอื้อฉาวต่อเนื่องกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น หรือ ทุจริตการสอบของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังถูกจับตามองว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่แท้จริงได้หรือไม่
ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างการทำบัญชีโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงล็อตใหญ่ประจำปี 2569 ที่น่าสนใจก็มี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ถูกจับตาว่าอาจได้ขยับมานั่งตำแหน่งรองปลัดกระทรวง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน อาจจะโยกไปเป็นอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งทั้งสองคนและสองตำแหน่งดังกล่าวถือว่าเป็น “กรมหลัก” และที่สำคัญพวกเขาเติบโตมาในยุคที่ นายอนุทิน และ “พรรคสีน้ำงเงิน” คุมมหาดไทยแบบเบ็ดเสร็จ
นอกเหนือจากนี้ยังมีระดับผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศที่จะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้อีกหลายจังหวัด
ดังนั้นแม้ว่านี่คือฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อทดแทนตำแหน่งที่มีการเษียณอายุราชการประจำปี แต่ขณะเดียวกันนี้จังหวะสำคัญในการผลักดันเส้นสายทางการเมือง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและผลทางการเมือง ขณะเดียวกันสำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ “พรรคสีน้ำเงิน” นี่อาจถูกมองนิยามการ “รีเซ็ต” แบบ “กินรวบ” ก็เป็นได้ !!

