ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของเยาวชนกำลังเป็นประเด็นที่สังคมทั่วโลกให้ความสนใจ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศจีน ซึ่งล่าสุดหน่วยงานยุติธรรมระดับสูงได้เดินหน้ายกระดับมาตรการทางกฎหมายเพื่ออุดรอยรั่วและสร้างความเด็ดขาดในการจัดการกับเด็กที่ก่อคดีสะเทือนขวัญ
จุดเริ่มต้นของการปรับกฎหมายครั้งสำคัญนี้ ต้องย้อนกลับไปใน 2562 หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญที่เด็กชายวัย 13 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 10 ปี ที่มณฑลเหลียวหนิง แต่ในขณะนั้นกฎหมายจีนยังไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 14 ปี ทำได้เพียงส่งตัวไปดัดนิสัย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างรุนแรงว่ากฎหมายกำลังคุ้มครองใครกันแน่
แรงกดดันดังกล่าวได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายอาญาฉบับปรับปรุงครั้งที่ 11 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่มีนาคม 2564 โดยทำการลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการรับโทษทางอาญาลงมาอยู่ที่ 12 ปี ภายใต้เงื่อนไขว่า หากเยาวชนอายุตั้งแต่ 12 ปีแต่ไม่เกิน 14 ปี เจตนาฆ่าผู้อื่น เจตนาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือใช้วิธีการที่ทารุณกรรมเป็นพิเศษจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือพิการอย่างรุนแรง และมีพฤติการณ์ร้ายแรง จะต้องรับโทษทางอาญา โดยต้องได้รับการอนุมัติสั่งฟ้องจากสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าใน 2567 มีเยาวชนกลุ่มนี้ถูกอนุมัติสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาจำนวน 34 คน และใน 2568 อีกจำนวน 24 คน
แม้จะมีการแก้กฎหมายมาตั้งแต่ 2564 แต่ในทางปฏิบัติของตำรวจและอัยการยังคงเจอปัญหาทางเทคนิคในการตีความ ล่าสุดสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน จึงได้ร่วมกันออกข้อกำหนดว่าด้วยการจัดการคดีเยาวชนอายุ 12-14 ปีที่ก่ออาชญากรรมรุนแรง รวมทั้งสิ้น 15 ข้อ เพื่อเคลียร์ปมปัญหาหลักและอุดช่องว่างทางกฎหมาย โดยใจความสำคัญระบุให้เจ้าหน้าที่โฟกัสที่พฤติกรรมการเจตนาฆ่าหรือทำร้ายร่างกายเป็นหลัก ไม่ใช่ดูเพียงแค่ชื่อข้อหาตอนท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลุดรอดจากข้อกฎหมายเพราะความซับซ้อนของคดี
นอกจากนี้ยังไฟเขียวให้ตำรวจสามารถใช้มาตรการบังคับทางอาญา รวมถึงการจับกุมตัวผู้ต้องหาเยาวชนได้ทันทีในระหว่างที่รอการพิจารณาอนุมัติสั่งฟ้องจากอัยการสูงสุด เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือไปก่อเหตุซ้ำ ส่วนการประเมินพฤติการณ์ร้ายแรงจะใช้วิธีวิเคราะห์ลึกถึงแรงจูงใจ วิธีการก่อเหตุ ความอันตรายต่อสังคม และหากเป็นการร่วมกันก่อเหตุเป็นกลุ่ม จะต้องประเมินบทบาทความร้ายแรงของเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด
ข้อกำหนดใหม่นี้ได้ถอดบทเรียนโดยตรงมาจากคดีสะเทือนขวัญเมื่อมีนาคม 2567 กรณีนักเรียน 3 คนที่อายุระหว่าง 12-14 ปี ร่วมกันวางแผนฆ่าเพื่อนร่วมชั้นแล้วฝังศพอำพรางในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งคดีนั้นถูกส่งตรงถึงอัยการสูงสุดและได้รับอนุมัติให้ดำเนินคดีอาญา โดยศาลได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแก่แกนนำหลักที่ลงมือ ส่วนเพื่อนที่ร่วมวางแผนถูกสั่งจำคุก 12 ปี ขณะที่เด็กอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ได้ร่วมวางแผนหรือลงมือ ศาลได้ยกฟ้องทางอาญาและส่งตัวไปเข้าสถานดัดสันดานและบำบัดพิเศษแทน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายแบบผสมผสานที่มีทั้งความเด็ดขาดและการให้โอกาสบำบัดไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกฎหมายในจีนชี้ว่าระบบยุติธรรมยังคงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไขในอนาคต ทั้งเรื่องการกำหนดระยะเวลาพิจารณาของอัยการสูงสุดไม่ให้ลากยาวเกินไป การเพิ่มมาตรฐานการประเมินสภาพจิตใจ ตลอดจนความพร้อมของโรงเรียนดัดสันดานพิเศษทั่วประเทศที่มีอยู่ราว 430 แห่ง ว่าจะสามารถบำบัดและรองรับเด็กกลุ่มนี้เพื่อส่งพวกเขากลับคืนสู่สังคมได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่
ที่มา กลุ่มสื่อจีน

