xs
xsm
sm
md
lg

"หมอสรณ" ต้องออกไป กฎหมายชี้ชัด ทุกอย่างจบแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีตผู้พิพากษาฎีกาฟันธง มติให้ นพ.สรณ พ้นตำแหน่งประธาน กสทช. ชอบด้วยกฎหมายใหม่ทุกประการ ชี้ข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจและองค์ประชุมฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง

เวลานี้ทุกสายจับจ้องไปที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ 'กสทช.' ภายหลังมีเรื่องคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานกสทช. ของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ในเรื่องนี้ มีประเด็นสำคัญในทางกฎหมาย 2 เรื่อง ได้แก่ 1. คณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ หลังจากสรรหาเสร็จและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้ว เพราะฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาจบลงตั้งแต่กระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า กฎหมาย กสทช. ฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรา 15/1 ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามได้โดยตรง และ 2. กรรมการสรรหาในสัดส่วนตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. โดยเมื่อผู้ว่าการเปลี่ยนจากคนหนึ่งเป็นอีกคน ผู้ว่าการคนใหม่ยังมีสิทธิเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาหรือไม่

จากปัญหาดังกล่าว นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาแสดงความเห็นทางกฎหมายผ่านทางเฟซบุ๊กไว้อย่างน่าสนใจว่า ข้ออ้างที่ว่า “ภารกิจและอำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลงเมื่อสรรหาเสร็จ" เมื่อตรวจย้อนรอยทางนิติวิธี จะพบว่าเป็นข้อความที่สืบเนื่องมาจาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555

ทว่า การนำคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตัดอำนาจคณะกรรมการสรรหาในปัจจุบัน ถือเป็นการ "อ้างอิงผิดบริบทอย่างสิ้นเชิง" กล่่าวคือ ประเด็นแห่งคดีต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจาก คำวินิจฉัยปี 2555 เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ฉบับเดิม โดยตาม พรบ. กสทช. ก่อนปี 2564 อำนาจตรวจสอบให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งหรือถอดถอนจากตำแหน่งเป็นของวุฒิสภา ต่อมา รัฐสภาได้ตรา พ.ร.บ. กสทช. (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 โดยเพิ่ม มาตรา 15/1 เข้ามาโดยเฉพาะ กำหนดให้ “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด” และตัดอำนาจตรวจสอบของวุฒิสภาดังกล่าวออกไป

การนำคำวินิจฉัยปี 2555 ภายใต้ พรบ. กสทช. ฉบับเก่าที่ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตรวจสอบ มาหักล้างบทบัญญัติมาตรา 15/1 ที่ตราขึ้นใหม่ในปี 2564 ให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตรวจสอบ จึงขัดต่อหลักนิติวิธีพื้นฐานที่ว่า “กฎหมายใหม่ย่อมยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายเก่า”

นายวัส กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นตำแหน่งผู้ว่าการธปท. ซึ่งเป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งนั้น ขณะสรรหาในปี 2565 ผู้ว่าการธปท. คือ นายวิรไท สันติประภพ แต่ขณะพิจารณาปัญหาของ นพ.สรณ ในปี 2569 ผู้ว่าการ ธปท. คือ นายวิทัย รัตนากร จึงอ้างว่านายวิทัยไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม และทำให้องค์ประชุมเหลือเพียง 3 คน จาก 7 คน ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งที่จะเป็นองค์ประชุม ซึ่งข้อโต้แย้งนี้สุ่มเสี่ยงต่อการมองข้ามหลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองว่าด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง

พ.ร.บ. กสทช. กำหนดให้ผู้ว่าการ ธปท. เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง กฎหมายมอบหมายหน้าที่แก่ "ตำแหน่ง" ไม่ใช่มอบหมายแก่บุคคลชื่อนายวิรไท สันติประภพ เมื่อนายวิทัย รัตนากร เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ในปี 2569 นายวิทัยย่อมสวมสิทธิและมีอำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการสรรหาโดยชอบด้วยกฎหมายทันทีนับแต่วันรับตำแหน่ง เมื่อนายวิทัย รัตนากร ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. เข้าร่วมประชุมโดยชอบด้วยกฎหมาย การมีกรรมการเข้าร่วมประชุมรวม 4 ท่าน (จากทั้งหมด 7 ท่าน) จึง “ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย” ทุกประการ มติ 4 ต่อ 0 เสียงดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันทันที