ศูนย์ข่าวศรีราชา - ครอบครัว ญาติ และชาวบ้านร่วมพิธีฌาปนกิจ 3 ศพ พ่อแม่ลูก เหยื่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ หลังถูกพบเสียชีวิตและนำร่างไปฝังดิน ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า ด้านแม่ผู้เสียชีวิตเผยยังทำใจไม่ได้ พร้อมยืนยันลูกสาวประกอบอาชีพค้าขาย ไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้ และขอให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษตามกฎหมาย
เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้( 8 ส.ค.) นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีฌาปนกิจศพ 3 พ่อแม่ลูก ประกอบด้วย นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี หรือ “เชียร” นางสาวฉันทนา ฉัตรอินทร์ อายุ 50 ปี หรือ “แอด” และนางสาวนิชาภา วงษา อายุ 18 ปี หรือ “เนย” ซึ่งเสียชีวิตจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่วัดเขาบุญมีดาราราม (วัดทุ่งคา) ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ในพิธีมีพระครูปลัดธีรยุทธ โชติโก เจ้าอาวาสวัดเขาบุญมีดาราราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ฝ่ายปกครอง อ.บางละมุง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนญาติและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางความโศกเศร้า
ก่อนเข้าสู่พิธีฌาปนกิจ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงมีประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ และร่วมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต จากนั้นประกอบพิธีสวดมาติกาและบังสุกุล ก่อนเคลื่อนร่างทั้ง 3 มายังเมรุ โดยมีคณะลิเกและกลุ่มแม่บ้านตำบลห้วยใหญ่ร่วมแสดงเพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
สำหรับการฌาปนกิจ เจ้าหน้าที่วัดกำหนดเผาร่างทีละร่าง เพื่อความสะดวกในการเก็บและแยกอัฐิ โดยเริ่มจากร่างของผู้เป็นพ่อ ตามด้วยแม่ และลูกสาว แต่ละร่างใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเช้ามืด
นางปราณี ฉัตรอินทร์ อายุ 68 ปี มารดาของนางสาวฉันทนา เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังทำใจไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเพลงหรือทำนองเศร้าก็จะนึกถึงลูกสาวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า จากที่รับทราบเหตุการณ์ เชื่อว่าอาจเกิดจากการทะเลาะวิวาท ก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะถูกนำไปทิ้งในบ่อบริเวณหลังบ้าน
นางปราณีกล่าวทั้งน้ำตาว่า ต้องการให้ผู้ที่ทำร้ายลูกสาวได้รับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่าลูกสาวประกอบอาชีพค้าขายแคปหมูมาโดยตลอด และไม่ใช่บุคคลตามข้อกล่าวหาที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้
ส่วนทรัพย์สินภายในบ้านที่ครอบครัวเช่าอยู่ ขณะนี้ได้คืนบ้านให้เจ้าของแล้ว โดยจะตรวจสอบรายละเอียดตามสัญญาเช่าว่าสามารถนำทรัพย์สินใดออกมาได้บ้าง ส่วนอัฐิของผู้เสียชีวิต ครอบครัวจะเก็บไว้บางส่วนที่วัด ขณะที่อัฐิของฝ่ายชายจะนำกลับไปยังบ้านเกิด ส่วนอัฐิของนางสาวฉันทนาและลูกสาว จะนำไปไว้ยังบ้านเกิดของครอบครัวฝ่ายหญิงต่อไป
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสูญเสีย ญาติและชาวบ้านต่างร่วมส่งดวงวิญญาณของทั้ง 3 คนเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างเต็มที่และนำตัวผู้เกี่ยวข้องมารับโทษตามกฎหมาย

