โศกนาฏกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคมไทย แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนว่าวิกฤตความรุนแรงในสถานศึกษาได้คืบคลานเข้าสู่บริบทสังคมไทยอย่างแท้จริง การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างทะลุโปร่งจึงต้องอาศัยการถอดรหัสผ่านเลนส์ทางอาชญาวิทยาและจิตวิทยาสังคมอย่างเป็นระบบ
หากพิจารณาในมิติด้านนิยามและมายาคติ งานวิจัยเรื่อง “การกราดยิงในประเทศไทย: มายาคติกับภัยเงียบที่คืบคลาน” โดย กุศลิน จีรสินกุล และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล ได้วางกรอบการอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ในระดับสากล เช่น สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) หรือ Gun Violence Archive ได้กำหนดเกณฑ์ของ “การกราดยิง (Mass Shooting)” ว่าคือเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ โดยใช้อาวุธปืนเป็นหลัก ก่อเหตุโดยไม่เลือกเหยื่อหรือเลือกเหยื่อเชิงสัญลักษณ์ และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป ไม่รวมผู้ก่อเหตุ
เมื่อนำเกณฑ์ดังกล่าวมาจับกับเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จะพบว่าเข้าข่ายนิยามของ "School Mass Shooting" หรือการกราดยิงในสถานศึกษาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากหลายเหตุการณ์ในอดีตที่สื่อมวลชนมักใช้คำว่ากราดยิงอย่างคลุมเครือกับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทหรือยิงขู่จนสร้างมายาคติและความชินชาให้แก่สังคม
เมื่อถอดรหัสลำดับพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุผ่าน “ทฤษฎีสะสมความเครียด” (Cumulative Strain Theory) ของ Levin & Madfis (2009) ที่ถูกอ้างอิงและขยายความในงานวิจัยของ กุศลิน จีรสินกุล และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล จะพบโครงสร้างการก่อเหตุที่ดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอน
เริ่มต้นจาก ขั้นประสบความเครียดเรื้อรัง จากปัญหาการถูกกดทับ สภาพจิตใจ หรือการโดดเดี่ยว สอดรับกับ ขั้นไม่สามารถควบคุมความเครียดได้ ที่ผู้ก่อเหตุขาดระบบสนับสนุนทางสังคมหรือสถาบันครอบครัวคอยเหนี่ยวรั้ง
ประจวบเหมาะกับข้อมูลการเสวนาถอดบทเรียนทางจิตวิทยา "เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง" โดย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง นพ.เดชา ปิยะวัฒน์กูล และทีมนักจิตวิทยา ได้เสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า สังคมไทยมีปัจจัยหนุนเสริมเรื่อง "วัฒนธรรมความอับอาย" หรือการรักษาหน้า
เมื่อบุคคลตกอยู่ในภาวะถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี ถูกกดขี่ หรือถูกบูลลี่อย่างหนักโดยไม่มีทางออกเชิงระบบ สภาพจิตใจจะเปลี่ยนจากความอับอายไปสู่ "ความเคียดแค้นอย่างสุดขั้ว" เมื่อเข้าสู่ ขั้นถูกกดดันอย่างเฉียบพลัน หรือภาวะฟางเส้นสุดท้าย จึงแปรเปลี่ยนเป็นโศกนาฏกรรม นำไปสู่ ขั้นการวางแผน ในการจัดหาอาวุธปืน และก่อ เหตุการณ์สังหารหมู่ ในที่สุด
นอกจากนี้ การเข้าถึงอาวุธปืนยังเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาสำคัญ รายงานสถิติจาก Small Arms Survey สถาบันวิจัยระดับสากลในสวิตเซอร์แลนด์ ตลอดจนข้อมูลจาก GunPolicy.org ได้ชี้ให้เห็นโครงสร้างอันน่าหวั่นเกรงว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนหมุนเวียนในมือพลเรือนสูงถึงประมาณ 10.3 ล้านกระบอก คิดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน โดยมีปืนนอกระบบหรือปืนเถื่อนสูงถึงกว่า 4 ล้านกระบอก สภาพแวดล้อมที่ปืนหาได้ง่ายและขาดการจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายในบ้าน ยิ่งเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงอาวุธร้ายแรงได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น งานศึกษานโยบายสากลจากฐานข้อมูล The Violence Project และ K-12 School Shooting Database ยังย้ำเตือนตรงกันว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษากว่า 80% ผู้ก่อเหตุคือ "คนใน" ซึ่งหมายถึงนักเรียนหรืออดีตนักเรียน ดังนั้น มาตรการตั้งการ์ดป้องกันเพียงแค่บุคคลภายนอกจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น การโพสต์ข้อความนัยแฝง หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้ก่อเหตุมักส่งสัญญาณออกมาล่วงหน้าเสมอ
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่ทุกงานวิจัยเห็นพ้องต้องกัน คือบทบาทของสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ในการป้องกัน "พฤติกรรมเลียนแบบ" ตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ดังที่ ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล จากสาขาวิชาอาชญาวิทยาฯ ม.มหิดล ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุจำนวนมากมักมีภาวะ "Anomie" หรือความรู้สึกแปลกแยก และเกิดกระบวนการเลียนแบบเมื่อเห็นผู้อื่นใช้ความรุนแรงเพื่อประกาศตัวตนผ่านสื่อ
สอดคล้องกับข้อเสนอแนะในงานวิจัยของ กุศลิน จีรสินกุล และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล ที่เสนอให้สื่อมวลชนและสังคมร่วมกันปฏิบัติตามแนวทาง Don't Name Them หรือ No Notoriety ด้วยการงดขุดคุ้ยประวัติ เผยแพร่ภาพถ่าย หรือฉายแสงให้ผู้ก่อเหตุจนกลายเป็นต้นแบบความรุนแรงแก่เยาวชนกลุ่มเปราะบางคนอื่น
พร้อมกันนั้น อ.ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา ยังได้เตือนสติสังคมว่า ไม่ควรด่วนสรุปมูลเหตุจูงใจตื้นๆ โดยปราศจากการสอบสวนเชิงลึก เพื่อให้การวางนโยบายแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง ทั้งการควบคุมอาวุธปืน การสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน และการสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามกระแสสังคมที่ลืมเลือนไปตามเวลา.

