xs
xsm
sm
md
lg

มีโปรเจกต์ 5 พันล้านรออนุมัติ! “หมอสรณ”จึงรั้นประชุมบอร์ด กสทช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรณี “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า "นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ในการเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการ กสทช.
เนื่องจากยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษา และรับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งเข้าข่ายเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ส่งผลให้ถือเป็นการสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
ความหมายคือ ไม่ได้เป็น กรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น!
แต่ “นพ.สรณ” ไม่รับมติดังกล่าว และไม่ลาออก อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่แพทย์ ในฐานะจิตอาสาและยืนยันว่ากระบวนการพ้นตำแหน่งต้องรอ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เท่านั้น

กลายเป็นว่า เรื่องนี้เป็นข้อพิพาททางกฎหมาย ว่าใครมีอำนาจตัดสิน และขั้นตอนที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของเรื่อง คือมีผู้ร้องเรียนว่า “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. ยังคงรับค่าตอบแทนจากการตรวจรักษาผู้ป่วย ในช่วงก่อนมีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้ง จึงอาจเข้าข่ายมี “ลักษณะต้องห้าม” ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

นายกรัฐมนตรี จึงส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความข้อกฎหมาย

กฤษฎีกา ให้ความเห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏ และเหตุเกิดขึ้นก่อนมีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้ง เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของ “คณะกรรมการสรรหา กสทช.” ที่จะเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย


เมื่อกฤษฎีกาตีความมาอย่างนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงประชุม และเปิดโอกาสให้ “นพ.สรณ” ชี้แจง สุดท้ายมีมติว่า “นพ.สรณ” เข้าลักษณะ “สละสิทธิเข้ารับตำแหน่ง” ตามมาตรา 18 ของ กฎหมาย กสทช.

“นพ.สรณ” ไม่เห็นด้วย จึงยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการสรรหาฯ โดยอ้างว่าคณะกรรมการสรรหาฯไม่มีอำนาจวินิจฉัย หลังมีพระบรมราชโองการฯแล้ว ... องค์ประชุมและขั้นตอน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย... การดำเนินการไม่เป็นธรรม

และขอให้ศาลปกครอง คุ้มครองชั่วคราว จนกว่าจะมีคำพิพากษา

แต่ศาลปกครอง เพียงมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องคุ้มครองชั่วคราว จึงยังไม่สั่งระงับผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ส่วนตัวคดีหลักที่ว่าคณะกรรมการสรรหาฯมีอำนาจตามกฎหมาย หรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ว่าจะรับเรื่องไว้วินิจฉัยหรือไม่

เป็นอันว่า ที่ “หมอสรณ” หวังจะให้ศาลฯ คุ้มครองชั่วคราว เพื่อยื้อให้ตนเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยมีคำสั่งศาลฯรับรองนั้น ไม่สำเร็จ

เมื่อยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ “หมอสรณ” จึงตีความเองว่า ตนยังเป็นประธาน กสทช. และได้เรียกประชุม บอร์ด กสทช. หลายครั้ง โดยอ้างว่าถ้าไม่ประชุมก็จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แต่การประชุมก็ล่มทุกครั้ง เพราะกรรมการท่านอื่นๆ เกรงว่า การพิจารณาของบอร์ดจะมีผลผูกพัน จนทำให้เกิดความเสียหายในภายหลังได้

“ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า...


เหตุที่ “หมอสรณ” พยายามเรียกประชุมบอร์ด กสทช. ก็เพราะมีวาระให้ความเห็นชอบ และประกาศผู้ชนะในการจัดซื้อจัดจ้าง “โครงการกองทุน USO” หรือ การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม นั่นเอง
และเหตุที่ “หมอสรณ” ต้องพยายามรวบรัดดำเนินการให้ได้ ก็เพราะ ...

ไม่อย่างนั้น กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ต้องประชุมเลือกประธานใหม่ตามกฎหมาย ... เมื่อตนเองพ้นตำแหน่งประธาน รักษาการเลขาธิการฯ คู่หูของหมอสรณ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย

ที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อยืนยันว่าตนเองมีคุณสมบัติในการเป็นประธานกสทช. เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ หากยอมจำนน จะเท่ากับว่า “นพ.สรณ” ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ

ลองคิดดูว่า หากหลุดจากตำแหน่งเพราะปัญหาคุณสมบัติ ก็เท่ากับไม่ได้รับการแต่งตั้งมาตั้งแต่ต้น จะต้องชดใช้ ทั้งค่าเดินทาง เงินเดือน สวัสดิการต่างๆ และอื่นๆ คิดคร่าวๆ ก็หลักร้อยล้าน!

ยังมี การเซ็นประกาศผู้ชนะได้งาน ในโครงการ USO เฟส 3 งบรวมทั้ง 5 โครงการ มูลค่ารวม 5,600 ล้านบาท เพราะ e-Bidding ที่มีมูลค่าเกินกว่า 200 ล้านบาท ทางสำนักงานฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานฯ ก่อน จึงจะดำเนินการประกาศผู้ชนะ จัดซื้อจัดจ้างได้

แล้วเงินกว่า 5,000 ล้าน ที่ “นพ.สรณ” จะอนุมัติ มาจากไหน...อธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ คือ มาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากรายได้ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือ บรรดาบริษัทค่ายมือถือ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ โดยคลื่นความถี่ เป็นทรัพยากรของประเทศชาติ และเป็นสมบัติร่วมกันของประชาชนทุกคน

คงไม่ต้องบอกว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ระดับ 5 พันล้าน จะมีเงินตก เงินหล่นเท่าไร ใครได้ประโยชน์บ้าง!

สุดท้าย เหตุผลที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าที่ได้กล่าวข้างต้น คือ ที่ “หมอสรณ” ต้องกอดเก้าอี้ประธาน กสทช. ไว้ เพราะถ้าลาออก ประธาน กสทช. คนใหม่ จะเข้าไปเห็นทันทีว่า การเบิกจ่ายงบที่ผ่านมาของ “หมอสรณ” เป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้ บอร์ด กสทช. คนอื่นๆ ไม่สามารถตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่อยู่ในอำนาจประธาน กสทช. ได้เลย!

ทั้งเรื่องการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างโปรเจกต์สำคัญที่ขึ้นแท่นรออยู่ เรื่องการชดใช้เงินหลายร้อยล้านหากตกเก้าอี้ และเรื่องที่ตัวเองนั่งทับอยู่จะถูกเปิดโปง

“หมอสรณ” จึงต้องดิ้นสุดชีวิต ไม่สนใจใครจะว่าหน้าด้าน หน้าทน!