xs
xsm
sm
md
lg

เขย่ามติสรรหา กสทช. 4:0! “ณรงค์” ร่อนหนังสือถึงนายกฯ ชี้ไม่มีอำนาจฟัน “สรณ” เปิดปม “ยุพิน” ถอนตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“อดีต กก.สรรหา กสทช.“ ร่อนหนังสือถึงนายกฯ-ประธานวุฒิสภา ชี้ภารกิจ กก.สรรหาสิ้นสุดหลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ไม่มีอำนาจย้อนวินิจฉัยสถานะ “สรณ” เปิดอีกมุม “ยุพิน” เคยทักท้วงอำนาจก่อนถอนตัวจากที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา ชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา หลังมีการอ้างมติคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่า ศ.พิเศษ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

นายณรงค์ระบุว่า เมื่อพิจารณาข้อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว เห็นว่ามีประเด็นข้อกฎหมายที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน โดยคณะกรรมการสรรหามีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 15/1 ในการรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ คัดเลือก และเสนอรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกต่อวุฒิสภาเท่านั้น

เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น และผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.แล้ว นายณรงค์เห็นว่า ภารกิจและอำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว

นายณรงค์ยังเห็นว่า หากกรรมการสรรหาบางรายต้องการแสดงความเห็นภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการสรรหา จะต้องได้รับมอบหมายจากองค์กรต้นสังกัดก่อน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ ไม่ใช่องค์กรถาวรที่สามารถใช้อำนาจต่อเนื่องหลังการแต่งตั้งกรรมการ กสทช.

ดังนั้น การนำข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามาใช้เป็นเหตุให้ประธาน กสทช.พ้นจากตำแหน่ง จึงอาจมีประเด็นว่ามีกฎหมายรองรับอำนาจดังกล่าวหรือไม่ โดยนายณรงค์ย้ำว่า การใช้อำนาจขององค์กรรัฐต้องตีความโดยเคร่งครัดและมีบทบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตและผลกระทบต่อหลักนิติธรรม

ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเห็นของนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหา โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางยุพินได้ตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจตามมาตรา 15/1 ครอบคลุมการตรวจสอบคุณสมบัติของ “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” ก่อนเข้ารับตำแหน่งเท่านั้น

เมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.แล้ว นางยุพินเห็นว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจย้อนกลับมาวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช.ที่ดำรงตำแหน่งแล้ว แม้ภายหลังจะปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามก็ตาม

นางยุพินจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่า ไม่สามารถร่วมพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยจากองค์กรที่มีอำนาจว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังคงมีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ ก่อนถอนตัวออกจากการประชุม

กรณีดังกล่าวจึงทำให้เกิดข้อถกเถียงต่อการนำเสนอผลประชุมว่าเป็น “มติ 4:0” เนื่องจากก่อนการลงมติ นางยุพินได้แสดงความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างจากกรรมการที่ลงมติ และถอนตัวโดยไม่ร่วมวินิจฉัย

นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 มาประกอบข้อถกเถียง โดยมีการอ้างถึงหลักว่า คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่ดำเนินกระบวนการสรรหา และเมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง

ความเห็นของนายณรงค์และนางยุพินจึงกลายเป็นอีกด้านของข้อถกเถียงทางกฎหมายต่อมติเรื่องคุณสมบัติประธาน กสทช. โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า หลังผู้ผ่านการสรรหาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจย้อนกลับไปตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวได้อีกหรือไม่