แต่ในทางการเมืองภาพที่แสดงออกมานั้น หากมองอีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นชัดว่า พรรคสีน้ำเงินมีเจตนายื้อพรรคเพื่อไทย หรือเอาอกเอาใจไม่ให้ปันใจออกห่าง ซึ่งในภาพรวมๆก็คงเป็นแบบนั้น กรณีของ “ผู้การหนุ่ย” ก็พอเป็นตัวอย่าง อีกทั้งยังไม่เห็นความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้อง “ชิ่ง” กันในเวลานี้ แต่ในวันข้างหน้าเมื่อมี “เงื่อนไขใหม่” ก็ค่อยมาว่ากันอีกที
อย่าคิดว่ามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่งตั้ง “พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย” จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองระหว่างพรรค คือพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ถือว่า เป็น “ตัวแปร” สำหรับรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในเวลานี้
ดังนั้นการแต่งตั้งให้ พ.ต.อ.วทัญญู หรือ “ผู้กำกับหนุ่ย” ให้ดำรงตำแหน่ง จาก รอง ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ให้ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ ป.ย.ป. โดยหน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้ไม่นาน เป้าหมายก็ตามยุทธศาสตร์ที่อ้างว่าเพื่อสร้างความปรองดองสามัคคีของคนในชาติ
อย่างไรก็ดีนาทีนี้อยากโฟกัสให้เห็นภาพเฉพาะตัวของ พ.ต.อ.วทัญญู คนนี้ ว่ามี “แบ็กกราวด์” หรือที่มาที่ไปอย่างไร หากพิจารณากันแบบรวบรัดก็ต้องบอกว่า เขาเป็น “ตำรวจติดตาม” ครอบครัว “ชินวัตร” ของ นายทักษิณ ชินวัตร มาอย่างยาวนาน เพราะติดตาม “นายกฯของตระกูลนี้” มาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบางช่วงอาจมีนายกฯนอกครอบครัวนี้มาขัดจังหวะบ้าง แต่ก็ถือว่าถูกครอบครัวนี้ “เชิด” เข้ามานั่นแหละ เริ่มตั้งแต่ ยุคที่ นายทักษิณ เป็นนายกฯถัดมาก็เป็น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เห็นขนาดนี้แล้วย่อมต้องไว้วางใจขนาดไหน หรือหากมองอีกแบบหนึ่งเขาก็ไม่ต่างจาก “เด็กในบ้าน” ที่ให้ความหมายเข้าใจง่ายที่สุดแล้ว
ขณะเดียวกันแม้ว่าที่ผ่านมาเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ผกผันชั่วคราวทำให้เขาต้องโอนย้ายจากการรับราชการตำรวจ โยกข้ามห้วยมาเป็น รองผู้อำนวยการ ป.ย.ป.จนกระทั่งขึ้นมาเป็น ผู้อำนวยการ ป.ย.ป.ในตอนนี้ แม้จะเข้าใจว่าเป็น “ตำแหน่งลอย” แต่ระดับเทียบเท่า ซี11 ระดับ “ปลัดกระทรวง” ก็แล้วกัน ขณะที่ยังเหลืออายุราชการอีก 4 ปี ยังมีโอกาสโอนย้ายข้ามห้วยไปรับตำแหน่งหลักอื่นๆได้อีก หากการเมืองเปลี่ยนหรือพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นเติบโตอีกครั้ง ก็ยังเป็นไปได้
เมื่อวกมาที่หน่วยงาน ป.ย.ป.ดังกล่าว แม้ว่ามีข้อกังขาว่าสมควรถูกยุบไปตั้งนานแล้ว หลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 บังคับใช้แล้ว เพราะเป็นไปตามกฎหมายและภารกิจ โดย นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานป.ย.ป.อยู่มาได้ถึงวันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อการปฎิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ 2560 ผู้มีอำนาจขณะนั้นเลือกที่จะถือว่าสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันสิ้นปี 2565 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 13 คณะก็หมดอายุไปตั้งแต่ 14 สิงหาคม 2565 ไม่มีการต่ออายุหรือตั้งชุดใหม่
ส่วนสำนักงานป.ย.ป.ถูกกำหนดให้มีอายุตามประกาศ คสช.อยู่เพียงสิ้นปี 2566 สภาพัฒน์ได้เสนอภาพรวมให้ครม.รับทราบและอนุมัติแล้วรวม 13 ข้อเมื่อ 22 สิงหาคม 2565 ตามที่ผมได้เคยเขียนบอกเล่าไว้ในเฟซบุ๊ก และอภิปรายในวุฒิสภาสมัยเป็นสว.เมื่อ 30 สิงหาคม 2565
นั่นคือการตั้งข้อสังเกตในเรื่องการสิ้นสภาพของหน่วยงานดังกล่าว ขณะเดียวกันยังไม่นับว่าหน่วยงานนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่แบบไหนอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงมีเจ้าหน้าที่เหลืออยู่กี่คน
อย่างไรก็ดีสิ่งที่อยากให้โฟกัสต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และเกี่ยวพันกับ นายตำรวจคนดังกล่าวของ ครอบครัวชินวัตร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันไม่น้อย
ขณะเดียวกันหากย้อนเวลาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสีใหม่” ที่มี แดง-เขียว-ส้ม ผสมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจใหม่ โดย “สูตรผสมสี”นี้ “ไม่มีสีน้ำเงิน” คือพรรคภูมิใจไทย แม้ว่ายังเป็นข้อถกเถียงกันว่า “เป็นไปได้ยาก” หรือเป็นไปไม่ได้ เมื่อพิจารณาทั้งตัวเลขคณิตศาสตร์ รวมไปถึง “แนวทางการเมือง” ในช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะ “ส้มกับเขียว” โดยส้มประกาศไม่เอาเขียว หรือในความหมายคำพูดที่ว่า “มีเราไม่มีเทา” ทั้งที่หากย้อนไปดูกลับพบว่า ตัวเองกลายเป็น “สีดำ” แทบทั้งพรรคไปแล้วก็ตาม
หรือ ล่าสุด แกนนำระดับรองหัวหน้าพรรคประชาชน อย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล กลับพูดว่า “สามารถพูดคุยกันได้” นั้นถือว่าได้สร้างความตกตะลึงได้ไม่น้อย
แน่นอนว่าไม่ว่าในความเป็นจริงสูตรดังกล่าวที่ว่าอาจยังต้องพิจารณากันถึงความเป็นไปได้ แต่ในทางการเมืองไทยแล้ว ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้วแม้ว่าดูภายนอกอาจไม่หวั่นไหวนัก พร้อมกับย้ำว่ารัฐบาล “มีเสถียรภาพ” มีการประกาศกลางห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันก่อน
“ไม่ได้กังวลต่อกระแสข่าวลือต่างๆ ที่ออกมา อีกทั้งย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นรัฐบาลของประชาชน ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งมีเป้าหมายและทิศทางการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว”
“ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยไม่ต้องกังวลหรือหวั่นไหวต่อกระแสข่าวหรือคำถามที่มีเจตนาสร้างความแตกแยก ให้รัฐมนตรีทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสบายใจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ” นั่นคือคำพูดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกนำมาอ้างอิงโดย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นยังมีภาพที่เจตนาให้มีการสื่อสารออกไป นั่นคือการ กอดคอกับ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โชว์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแนบแน่น
แต่ในทางการเมืองภาพที่แสดงออกมานั้น หากมองอีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นชัดว่า พรรคสีน้ำเงินมีเจตนายื้อพรรคเพื่อไทย หรือเอาอกเอาใจไม่ให้ปันใจออกห่าง ซึ่งในภาพรวมๆก็คงเป็นแบบนั้น กรณีของ “ผู้การหนุ่ย” ก็พอเป็นตัวอย่าง อีกทั้งยังไม่เห็นความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้อง “ชิ่ง” กันในเวลานี้ แต่ในวันข้างหน้าเมื่อมี “เงื่อนไขใหม่” ก็ค่อยมาว่ากันอีกที !!

