จากครอบครัวจุดเล็กๆ รวมตัวกันก่อร่างสร้างชุมชน ขยายเป็นจังหวัดและประเทศ ผู้คนหมู่มากต้องมีกรอบกติกาอยู่ด้วยกันอย่างปกติสุข ไม่สร้างความเดือดร้อน บทบรรทัดฐานเดียวกัน กำหนดสิ่งต้องห้ามและสิ่งต้องทำ ที่เรียกว่า “กฎหมาย” บางคนหากไม่เดินตาม ทั้งยังก่อเหตุขั้นร้ายแรงก็ต้องได้รับโทษเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ป้องกันคนอื่นเลียนแบบ
คนๆ หนึ่งที่จะทำผิดมหันต์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย นิสัยโหดร้ายป่าเถื่อน หรือเป็นเพราะกมลสันดานที่ปลูกฝังจากปัญหาครอบครัว มองถึงขั้นเป็นภัยสังคมการเข้ามาอยู่ในชุมชนแล้วชาวบ้านคงขวัญผวา ลูกเด็กเล็กแดงเกรงได้รับอันตราย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องมีกฎหมายไว้รับมือกับกลุ่มคนเหล่านี้ที่ไม่สามารถร่วมอาศัยกับใครเขาได้ มีแต่จะสร้างปัญหา และวันหนึ่งอาจมีคดีสะเทือนขวัญขึ้นมาจริง
“บุคคลอันตราย-เฝ้าระวัง” ภัยสังคม หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบ
ล่าสุดคดี นายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง กับพวก ร่วมก่อเหตุลงมืออย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ สังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย หลัง “ป๋อง” เพิ่งพ้นโทษ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.69 ในคดีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ จำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน
จากการพิจารณาก่อนก้าวขาพ้นคุก ยังอยู่ในข่ายตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย JSOC ที่มีคำสั่งมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เวลา 2 ปี (ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง , รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด)
“ป๋อง” รายงานตัวคุมประพฤติครั้งเดียว ลงมือสังหารโหดทันที
ตามข้อมูล “ป๋อง” ต้องเข้ารายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี ตามที่พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะ คือ “ป้าของตัวเอง” ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แต่ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ติดกำไล EM แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ชายคนนี้พร้อมอุ้มหายใครก็ได้อย่างไม่สนใจใยดี แม้บ้านเมืองมีขื่อมีแป และยังพบว่า“ป๋อง” ได้เข้ามารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเพียงแค่ครั้งเดียว ก่อนไปลงมือก่อเหตุอุกฉกรรจ์
รมว.ยุติธรรม เฝ้าจับตากลุ่มคนในข่าย JSOC กว่า 5,000 คนทั่วประเทศ
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้กรมคุมประพฤติ ดำเนินการทบทวนและคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังตามมาตรการ JSOC ประมาณ 5,000 คนทั่วประเทศ เพื่อจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ โดยกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในรูปแบบคณะทำงาน ขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดภายหลังพ้นโทษในระดับพื้นที่ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย
“สังคมต้องระวังกันเอง หรือ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป” เมื่อบุคคลอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศ มีกว่า 5,000 ราย หน่วยงานรับผิดชอบจะติดตามตัวหรือทราบหลักแหล่งซ่อนตัวกลุ่มคนเหล่านี้ทุกรายหรือไม่ แต่ถ้ามีกฎหมายแล้วใช้ยาแรงจริงๆ ไม่หย่อนยาน คงเอาอยู่กับคนพวกนี้ ไม่ใช่ทำบ้าง-ไม่ทำบ้าง พอมีคดีใหญ่ก็ช่วยกันล้อมคอกแต่พอเรื่องเงียบก็ปล่อยปละละเลยกันไป สักพักก็ลืมๆ เพราะคนไทยเป็นคนลืมง่าย
แต่ใช่ว่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคอยเดินตามคนเหี้ยมทุกตารางนิ้วอยู่ฝ่ายเดียว สังคมก็ต้องสอดส่อง คอยช่วยดูแลกันมีใครหน้าไม่คุ้นเข้ามาในชุมชน บางคนเพิ่งพ้นโทษ มองว่าไม่น่าไว้วาง พยายามเป็นหูเป็นตา หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลก็แจ้งตำรวจช่วยจับตามองเป็นพิเศษ อาจผ่อนหนักเป็นเบาลงบ้าง
กฎหมาย JSOC ลดผิดซ้ำซาก แต่ยังไม่เข้มข้น
สำหรับกฎหมาย JSOC เริ่มต้นบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.66 มีหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการ ได้แก่ ศาลยุติธรรม , กรมคุมประพฤติ และ กรมราชทัณฑ์ เป็นกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเฝ้าระวังและติดตามผู้กระทำผิดคดีอุกฉกรรจ์หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ (เกี่ยวกับเพศ ชีวิต ร่างกาย หรือการใช้ความรุนแรง) กลับมาก่อเหตุซ้ำหลังพ้นโทษ
มาตรการสำคัญหลังปล่อยตัว ผู้กระทำผิดอาจถูกบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี เช่น ติดกำไล EM , กำหนดพื้นที่และเวลา ห้ามเข้าใกล้สถานที่บางแห่ง (เช่น โรงเรียน สวนสาธารณะ) หรือห้ามออกจากบ้านในเวลาที่กำหนด , ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหายหรือห้ามติดต่อกับเหยื่อและครอบครัว , การรายงานตัวต้องมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติตามระยะเวลาที่กำหนด และ การฉีดสารลดฮอร์โมนเพศ ในบางกรณีที่มีความผิดปกติทางเพศอย่างรุนแรง อาจใช้มาตรการทางการแพทย์ตามคำสั่งศาลและความยินยอมของผู้กระทำผิด
ภาพรวมถือว่ามีประโยชน์ช่วยลดคดีสะเทือน สร้างชุมชนปลอดภัย แต่ความเข้มข้น ยังแผ่วเบา ไม่หนักแน่น ครอบครัวเหยื่อที่ตกเป็นผู้สูญเสีย เด็กเยาวชนยังมีอนาคต เป็นความหวังของใครสักคน ต้องมาจบชีวิตด้วยน้ำมือคนไร้ค่า ภาระสังคมเช่นนี้ไม่ช่วยสร้างแถมยังทำลายภาพลักษณ์ประเทศซ้ำไปอีก

