xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละทุนก่อสร้างจีนสวมรอย 'ยักษ์ล้ม' เจาะไข่แดงงบรัฐ 2 (จบ) : พลิกแฟ้ม(ไม่)ลับ ‘ไชน่า เรียลเอสเตท’ ยุทธการถอดหัวสลับป้าย นอมินีทุนจีนฮุบงานรัฐ 3 หมื่นล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ซีรี่ย์ ชำแหละทุนก่อสร้างจีนสวมรอย 'ยักษ์ล้ม' เจาะไข่แดงงบรัฐ

ตอนที่ 2 (จบ) พลิกแฟ้ม(ไม่)ลับ ‘ไชน่า เรียลเอสเตท’
ยุทธการถอดหัวสลับป้าย นอมินีทุนจีนฮุบงานรัฐ 3 หมื่นล้าน

เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการก่อสร้างไทยที่มีอายุยาวนานกว่า 50 ปีอย่าง บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ตกอยู่ในสภาพ "งบการเงินขาดทุน" หนี้สินล้นพ้นตัว สภาพคล่องแห้งขอด และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบลึกถึง 3,401 ล้านบาท จนต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และศาลนัดไต่สวน 17 สิงหาคม 2569 นี้
ความง่อนแง่นของ NWR ได้กลายเป็น "โอกาสทอง" ของกลุ่มทุนก่อสร้างจีน ซึ่งต้องการ "ชื่อ-สิทธิการรับงาน-เกณฑ์ผู้รับเหมาไทย" เพื่อใช้เป็น “นั่งร้าน” บังหน้า โดยทุนต่างชาติจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนอยู่เบื้องหลัง ส่งผลให้เอกชนไทยที่มีสถานะทางการเงินติดลบวิกฤต สามารถสวมสิทธิพาทุนจีนข้ามชาติเข้ามาเจาะไข่แดงงบประมาณ กทม. 9,561 ล้านบาท ได้อย่างง่ายดาย

กรณีการเข้ามาของ บริษัทไชน่า เรียลเอสเตทฯ ที่เป็นจอยเวนเจอร์ของ NWR เพื่อประมูลงานอุโมงค์น้ำของกทม. แทบไม่ต่างไปจากกรณีของ ไชน่า เรลเวย์ฯ หนึ่งในเครือข่ายที่เข้ารับงานก่อสร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งจับมือกับบมจ.อิตาเลียนไทยฯ (ITD)ในนาม “กิจการร่วมค้า ไชน่า เรลเวย์ – อิตาเลียนไทย” นั่นเพราะสถานะทางการเงินทั้ง ITD และ NWR อยู่ในภาวะง่อนแง่น เปิดทางให้กลุ่มทุนก่อสร้างจีน เข้าสิงร่างเฉกเช่นเดียวกัน

หากถามอีกครั้งว่า "กลุ่มไชน่า เรียลเอสเตท" ที่เข้ามาจับมือกับ NWR คือใคร? คำตอบนี้ซ่อนอยู่ในแฟ้มคดีอาญาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท วัตถุประสงค์ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างฯ รายชื่อกรรมการ คือ นายชวนหลิง จาง และ นายโสภณ มีชัย มีกลุ่มผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย นำโดย นายโสภณ มีชัย ถือหุ้นรวม 51% และนายชวนหลิง จาง ถือหุ้นรวม 49%

ขณะเดียวกัน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในวันเดียวกันคือ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท วัตถุประสงค์ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานฯ รายชื่อกรรมการ คือ นายชวนหลิง จาง และ นายโสภณ มีชัย ส่วนกลุ่มผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย นำโดย นายโสภณ มีชัย ถือหุ้นรวม 51% และนายชวนหลิง จาง ถือหุ้นรวม 49%

จากการแกะรอยที่ตั้งสำนักงาน (ซอยพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ) พบว่ามีการนำชื่อ นายโสภณ มีชัย, นายชวนหลิง จาง และกลุ่มผู้ถือหุ้นไทยชุดนี้ ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทเครือข่ายเชื่อมโยงกันอีกหลายแห่ง อาทิ

บริษัท เอสทีพี อิมปอร์ต-เอ็กปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด เดิมใช้ชื่อว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ก่อนเปลี่ยนชื่อ, บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท ไฮห่าน จำกัด / บริษัท ยูไนเต็ด สตาร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคลร่วมเครือข่ายที่มีชื่อนายโสภณ ถือหุ้นในสัดส่วน 25.5% - 51%

"จากการสอบสวนเบื้องต้น นายชวนหลิง จาง ให้การปฏิเสธทุกข้อหา โดยอ้างว่าตนเป็นเพียงผู้แทนรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย แต่ DSI พบหลักฐานทางการเงินกู้ยืมกว่า 2,000 ล้านบาท ที่ใช้คนไทยบังหน้าถือหุ้นแทน" พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวการจับกุมตัว นายชวนหลิง จาง ผู้ถือหุ้นในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568

ปฏิบัติการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการเข้าบุกจับกุม นายชวนหลิง จาง กรรมการ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด กลางโรงแรมหรูย่านรัชดาภิเษก พร้อมการเดินหน้าออกหมายจับกลุ่มนอมินีคนไทย นำโดย นายโสภณ มีชัย ในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้กลายเป็น “สารตั้งต้น” สำคัญที่เปิดแผลให้เห็นอาณาจักรทุนก่อสร้างจีนข้ามชาติซ่อนเงื่อน

คำกล่าวอ้างว่าเป็นเพียง “ผู้แทนรัฐวิสาหกิจจีน” ถูกหักล้างอย่างสิ้นเชิงด้วยหลักฐานทางการเงินการกู้ยืมอำพรางกว่า 2,000 ล้านบาท ที่อัดฉีดเข้ามาให้คนไทยถือหุ้นบังหน้า เผยให้เห็นกลยุทธ์การแทรกซึมที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ แต่เป็น "ยุทธการสลับร่างสร้างนอมินี" เพื่อสูบเงินภาษีประชาชนผ่านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐไทยอย่างแยบยล

เมื่อถูกเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างองค์กร จะพบว่ากลุ่มทุนของนายชวนหลิง จาง วางระบบนิติบุคคลไว้อย่างมีชั้นเชิงเพื่อรองรับความเสี่ยงทางกฎหมายผ่านกลยุทธ์ "ถอดหัวสลับป้าย"

สำหรับนิติบุคคล ระดับ Tier-1 ของเครือข่ายนี้คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ถูกวางตัวเป็น "ทัพหน้า" ในการกวาดประมูลงานแรกๆ แต่เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมตึก สตง. ถล่ม และถูก DSI เข้าสอบคดีอาญาจนส่อถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) เครือข่ายนี้จะทำการ "ถอดหัว" นิติบุคคลหลักนี้ออกทันที

หลังจากนั้น นิติบุคคล Tier-2 เข้ามาสลับป้ายเพื่อสวมรอย โดยเครือข่ายจะส่งนิติบุคคลลำดับรองที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว เช่น บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด รวมถึงบริษัทบริวารในเครือข่าย อย่าง เอสทีพี อิมปอร์ต-เอ็กปอร์ต และ ยูไนเต็ด สตาร์ กรุ๊ป เข้าสวมแทน

บริษัท Tier-2 ทั้งหมดจะถูกแปลงสัญชาติในกระดาษ โดยให้กลุ่มนายโสภณ มีชัย และพวกคนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติถือ 49% ก่อนนำไปใช้จับมือกับผู้รับเหมาไทยไร้สภาพคล่อง เพื่อสวมสิทธิ์เดินหน้าประมูลงานใหม่โดยไม่มีประวัติคดีอาญาค้างในระบบ

ดังนั้น การวิ่งเข้าหาบริษัทผู้รับเหมาไทยที่กำลังล้มละลายอย่าง NWR เพื่อตั้ง "กิจการร่วมค้า (JV)" และยื่นประมูลงานเมกะโปรเจกต์ของ กทม. วงเงิน 9.5 พันล้านบาท ได้อย่างไร้รอยต่อของ ไชน่า เรียลเอสเตท จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ

และแม้ "ตัวบุคคลคือ นายโสภณ มีชัย และ นายชวนหลิง จาง จะถูกจับ-ติดคดีอาญา แต่ร่างนิติบุคคลบริวารอย่าง 'ไชน่า เรียลเอสเตท' ยังคงมีชีวิตตามกฎหมาย และสามารถใช้ช่องโหว่ทางระเบียบ e-GP ที่ตรวจไม่ถึง 'ผู้ถือหุ้นแท้จริง' หลุดเข้าไปฟันราคาประมูลงานระดับหมื่นล้านของ กทม. ได้อย่างถูกต้องตามเอกสารทุกประการ"


ยิ่งเมื่อขุดรากถอนโคนลงไป พบว่า เครือข่ายนอมินีของ นายชวนหลิง จาง และพวก ได้เข้าชนะประมูลงานโครงการภาครัฐไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 29 โครงการ รวมมูลค่ามหาศาลกว่า 27,000 – 30,000 ล้านบาท กระจายอยู่ในหลายกระทรวง ตั้งแต่โครงการของกรมทางหลวง กรมชลประทาน มาจนถึงอุโมงค์ระบายน้ำของ กทม.

ยุทธการ "ถอดหัวสลับป้าย" และการใช้ "โมเดลนั่งร้าน" สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไทยและกรุงเทพมหานคร กำลังเดินตามหลังเกมของทุนก่อสร้างจีนข้ามชาติที่มาในนามของ “รัฐวิสาหกิจจีน”

ด้วยเหตุฉะนี้ ในขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มทุนนี้ใช้โครงข่ายนอมินีสวมรอยคว้างานรัฐกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ฝ่ายบริหาร กทม. และคณะกรรมการพิจารณาผล e-Bidding กลับเลือกที่จะมองเพียง "เอกสารหน้าซอง" แล้วอ้างว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย

คำถามที่ กทม. และผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้องตอบให้ชัด ก็คือ การปล่อยให้กิจการร่วมค้าที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง 'ผู้รับเหมาไทยสถานะฟื้นฟูกิจการ' กับ 'กลุ่มทุนต่างชาติที่มีประวัติเชื่อมโยงคดีนอมินี DSI' เข้ามาคว้างานอุโมงค์ระบายน้ำ 9.5 พันล้านบาท กทม. กำลังเอาเงินภาษีประชาชนไปเสี่ยงกับตึกทิ้งงาน และเป็นเครื่องฟอกให้กลุ่มทุนสวมรอยหรือไม่?"

จากการขุดค้นข้อมูลเชิงลึกทางบัญชีจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) และการแถลงผลการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีพิเศษกรณีตรวจสอบสัญญานอมินีและการประมูลงานรัฐของกลุ่มทุนจีน พบว่าเครือข่าย บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทร่วมเครือข่าย ที่มี นายชวนหลิง จาง, นายโสภณ มีชัย และคณะเป็นผู้ถือหุ้น ได้ยื่นประมูลงานในรูปแบบ "กิจการร่วมค้า (Joint Venture - JV)" ทั้งหมด 11-12 กลุ่มนิติบุคคล และคว้างานภาครัฐไปรวมทั้งสิ้น 29 โครงการ มูลค่างบประมาณรวม 27,803 ล้านบาท (มูลค่าตามสัญญาจ้างรวมราว 22,773 ล้านบาท)

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เครือข่ายนี้สามารถสวบงานได้ถึง 29 โครงการ คือการ "ซับสัญญารับเหมาช่วง เมื่อได้สัญญามาจากรัฐไทย เครือข่ายนี้จะทำการโยนเนื้องานให้บริษัทเครือข่ายต่างชาติของตนเองเข้ามาควบคุมเครื่องจักรและงบประมาณที่แท้จริง โดยเหลือเงินส่วนต่างไว้ให้นอมินีคนไทยและบริษัทนั่งร้านแบ่งปันกันอย่างอิ่มเอม

พฤติกรรมสลับคราบของกลุ่ม "ไชน่า เรียลเอสเตท" สะท้อนให้เห็นความบิดเบี้ยวของระบบจัดซื้อจัดจ้างไทยอย่างล้ำลึก เราจะยินยอมให้กลุ่มทุนที่ถูก DSI จับกุมคดีนอมินี และใช้วิธี 'ถอดหัวสลับป้าย' มาสวมรอยรับงานอุโมงค์ยักษ์ 9.5 พันล้านบาท ต่อไป หรือ กทม.จะสั่งหยุดสัญญา ก่อนที่แผ่นดินไทยจะกลายเป็นสนามเคี้ยวเอื้องของทุนต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ?.

ย้อนอ่านชำแหละทุนก่อสร้างจีนสวมรอย 'ยักษ์ล้ม' เจาะไข่แดงงบรัฐ (1): จากสัญญาณอันตราย ตึก"สตง."ถล่ม ถึงเงื่อนงำ "อุโมงค์ยักษ์ กทม." 9.5 พันล้าน "ชัชชาติ" จะบอกไม่รู้เรื่องไม่ได้!