แหล่งข่าว ยธ. เผย “ไอ้ป๋อง” พ้นโทษ สั่งเฝ้าระวังตามกฎหมาย JSOC ยาว 2 ปี ให้รายงานตัวคุมประพฤติชลบุรีทุก 3 เดือน ไม่ติดกำไล EM ก่อนก่อเหตุอุกฉกรรจ์
วันนี้ (5 ส.ค.) แหล่งจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกรณีการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของ นายฑนา เกิดทอง อายุ 43 ปี หรือป๋อง อดีตผู้ต้องขังในคดีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ กำหนดโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน หลังพ้นโทษได้ก่อเหตุอุ้มฆ่าอำพรางเหยื่อต่อเนื่อง 5 ศพ ว่า ตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของนายฑนา หรือป๋อง อยู่ในข่ายของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ JSOC คือ ประเภทคดีฆ่าข่มขืน คดีความผิดทางเพศ คดีเรียกค่าไถ่ เป็นต้น โดยผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงจะพ้นโทษไป ทางเรือนจำฯ แต่ละแห่งทั่วประเทศไทยจะมีการสำรวจ คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังที่มีโทษเหลือน้อยตั้งแต่ 6 เดือน - 1 ปี และเตรียมปล่อยตัวพ้นโทษ เพื่อคณะกรรมการระดับเรือนจำฯ จะได้เสนอความเห็นมาตรการเฝ้าระวังไปยังระดับกรมราชทัณฑ์ และตามด้วยคณะกรรมการตามมาตรา 16 หรือ “คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ" ก่อนเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพนักงานอัยการเสนอศาลไต่สวนมาตรการเฝ้าระวังเป็นลำดับสุดท้าย ว่าศาลเล็งเห็นว่าผู้ต้องขังรายนั้นต้องใช้มาตรการใดบ้าง ก่อนผู้ต้องขังพ้นโทษกลับสู่สังคม
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เผยว่า กรณีของนายฑนา พบว่ามีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ โดยให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติทุก 3 เดือน สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี เป็นระยะเวลา 2 ปี และศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ติดกำไล EM แต่อย่างใด ซึ่งนายฑนา ได้เข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเพียงครั้งเดียว ก่อนไปก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุต่อว่า สำหรับความเป็นอยู่ล่าสุดภายในเรือนจำพิเศษพัทยาของนายฑนา ยังคงปรับตัวอยู่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็เข้า-ออกเรือนจำฯ และรับโทษนานกว่า 7 ปี ส่วนเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของชีวิตผู้ต้องขังระหว่างอยู่ภายในเรือนจำฯ ก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติที่ราชทัณฑ์ต้องให้ความดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ต้องขังทุกราย แม้ว่าจะเป็นผู้ต้องขังในคดีโทษร้ายแรงก็ตาม ส่วนจะมีแนวโน้มได้ย้ายนายฑนา ไปคุมขังยังเรือนจำความมั่นคงสูง หรือซูเปอร์แม็กซ์ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ต้องขังระหว่างถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ ว่ามีความประพฤติไม่ดี หรือมีการกระทำผิดวินัยผู้ต้องขังจนเป็นที่กังวลของเพื่อนผู้ต้องขังรายอื่นๆ แต่ถ้าหากผู้ต้องขังรายนั้นมีอัตราโทษสูงในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา ก็จะมีการแบ่งลำดับชั้นของเรือนจำฯ ตามอัตราโทษในคดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปถึงเรือนจำความมั่นคงสูงแต่อย่างใด
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า สำหรับมาตรการทางการแพทย์ (หรือการฉีดยาปรับฮอร์โมนเรื่องเพศสำหรับผู้ต้องขังคดีเกี่ยวกับเพศ) ที่ปรากฏใน พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หมวด 3 “มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด” นั้น ยืนยันว่าในปัจจุบัน ราชทัณฑ์ยังไม่ได้มีการใช้มาตรการทางการแพทย์กับผู้ต้องขังรายใด เพราะเนื่องด้วยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ยาปรับฮอร์โมนในร่างกายของผู้ต้องขัง จึงต้องใช้ความเห็นของแพทย์อย่างน้อย 2 คนที่ต้องมีความเห็นพ้องกัน
ทั้งนี้ ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชศาสตร์และสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ 1 คน หากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องมีการใช้ยาหรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อผู้กระทำความผิดยินยอม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

