กรณีการกล่าวโทษ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด พร้อมอดีตกรรมการ 2 ราย โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่อ บก.ปอส. ฐานยื่นรายงานเท็จปกปิดเหตุการณ์สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า 16 สกุล มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท ถูกโจรกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2564 ได้บานปลายกลายเป็นวิกฤตธรรมาภิบาลครั้งใหญ่ที่สุดของวงการคริปโทเคอร์เรนซีไทย ไม่เพียงแต่การตรวจไม่พบความผิดปกตินานถึง 4 ปีเต็มของหน่วยงานกำกับดูแลจะถูกตั้งคำถาม ทว่าการไร้ชื่อของ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท็อป จิรายุส ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้นำสูงสุดของกลุ่มบิทคับ ทั้งที่เหตุการณ์โจรกรรมเกิดขึ้นก่อนการเปิดตัวเหรียญ KUB เพียง 10 วัน ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยถึงผลกระทบในวงกว้างที่ส่งผลสั่นสะเทือนต่อผู้สอบบัญชี แกรนท์ ธอนตัน, ดีลร่วมทุน เอสซีบี เอกซ์, บมจ. แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ และผู้ลงทุนที่ต้องรับกรรมจากราคาเหรียญดิ่งเหว
วิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยจากการที่ ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (บิทคับ) พร้อมด้วยอดีตกรรมการ 2 ราย ได้แก่ นายสกลกรย์ สระกวี และ นายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอส.) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 กรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวน 16 สกุล มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท ถูกโจรกรรมไปในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะนำสินทรัพย์มาทดแทนในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนที่รายการวิเคราะห์ข่าวเชิงสืบสวนอย่าง สนธิทอร์ค นำมาเปิดโปงพร้อมตั้งคำถามตรงไปตรงมาต่อสังคมและหน่วยงานกำกับดูแล ถึงเงื่อนงำทางกฎหมาย และผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมหลากหลายมิติ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1: การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กับคำถามใหญ่ เหตุใด ท็อป จิรายุส จึงไร้ชื่อในคดี
ข้อสังเกตสำคัญจากการกล่าวโทษทางอาญาของ ก.ล.ต. คือ รายชื่อผู้ต้องหาปรากฏเพียงอดีตกรรมการ 2 ราย ทว่ากลับ ไร้ร่องรอย ของ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท็อป จิรายุส ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และภาพจำของ บิทคับ ตัวจริง
กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงลึกในวงการกฎหมายและตลาดทุนว่า ก.ล.ต. กำลังทำหน้าที่ปกป้องนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมา หรือกำลังลูบหน้าปะจมูกให้ความช่วยเหลือผู้บริหารระดับสูงอยู่หรือไม่ การอ้างว่าอดีตกรรมการรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวขัดกับความเป็นจริงในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า เงินมูลค่า 1,700 ล้านบาทที่สูญหายไปนั้น ไหลออกไปที่ใด ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อติดตามสินทรัพย์ที่ถูกแฮ็กจริงหรือไม่ หรือมีกระบวนการดันราคาเหรียญ บิทคอยน์ เพื่อนำกำไรมาปกปิดร่องรอยตัวเลขดังกล่าว
ประเด็นที่ 2: ย้อนรอยวาทกรรม ซูเปอร์คลีน กับความจริงที่โกหกพกลม
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เคยออกรายการวิเคราะห์และกล่าวต่อสาธารณะอย่างมั่นใจถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) โดยระบุว่า บิทคับ มีความสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าบริษัทมหาชนหลายแห่ง และรายงานการตรวจสอบบัญชีรอบแรก (First Draft) ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ปรากฏอยู่เลย
คำกล่าวอ้างดังกล่าวกำลังถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นคำโกหกพกลมขนาดใหญ่ เพราะในความเป็นจริง ณ วันที่ออกมายืนยันความโปร่งใส บริษัทกำลังซุกซ่อนเหตุการณ์แฮ็กมูลค่า 1,700 ล้านบาท ไว้ใต้พรมอยู่อย่างมิดชิด พฤติกรรมเดินสายบรรยายบนเวทีระดับโลกอย่าง เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) หรือการปรากฏตัวต่อหน้าผู้นำระดับนานาชาติต่างๆ กลายเป็นเพียงฉากหน้าของการสร้างภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาลองค์กรอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นที่ 3: ปม จังหวะนรก 10 วันก่อนเปิดตัวเหรียญ KUB และข้อสงสัยเรื่องการปั่นราคา
ไทม์ไลน์การถูกโจรกรรมสินทรัพย์เกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้ากำหนดการเปิดซื้อขายเหรียญ คับคอยน์ (KUB Coin) ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เพียง 10 วันเท่านั้น
สถานการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย จังหวะนรก เนื่องจากหาก บิทคับ เปิดเผยความจริงว่าระบบถูกแฮ็กและสินทรัพย์ลูกค้าสูญหายกว่า 1,700 ล้านบาท เหรียญ KUB ย่อมไม่สามารถนำเข้าซื้อขายบนกระดานเทรดได้เลย เนื่องจากการขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) การปกปิดข่าวร้ายจึงถูกสงสัยว่าเป็นไปเพื่อเปิดทางให้ขายเหรียญได้สำเร็จ หลังจากนั้นราคาเหรียญ KUB ได้ถูกปั่นพุ่งสูงขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 580 บาท ก่อนจะร่วงลงมาเหลือเพียงสิบบาทเศษ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อเหรียญต้องแบกรับความเสียหายอย่างหนัก
ประเด็นที่ 4: ผลกระทบ 4 ด้าน สั่นสะเทือนถึงสถาบันการเงินและผู้สอบบัญชีระดับโลก
การปกปิดข้อมูลความเสียหายเป็นเวลา 5 ปี ไม่ใช่เรื่องภายในบริษัท แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้างใน 4 ด้านหลัก:
ด้านที่ 1: ผลกระทบต่อผู้สอบบัญชี บริษัท แกรนท์ ธอนตัน (Grant Thornton)บริษัทสอบบัญชีระดับนานาชาติอย่าง แกรนท์ ธอนตัน ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี ได้ลงนามรับรองงบการเงินของ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด โดยไม่ได้รับทราบข้อมูลการถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขงบการเงินย้อนหลังให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกระทบไปถึงรายงานที่จัดส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการรับรู้รายการขาดทุนหรือภาระภาษีต่อกรมสรรพากร
ด้านที่ 2: ผลกระทบต่อ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBXเอสซีบี เอกซ์ เคยแจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า จะเข้าซื้อหุ้น บิทคับ ในสัดส่วน 51% คิดเป็นมูลค่า 17,850 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก บิทคับ นำเงินส่วนตัวมาโปะความเสียหายเพียง 2 วัน โดยที่ เอสซีบี เอกซ์ ไม่เคยได้รับทราบข้อมูลการถูกแฮ็ก ส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพยากรและบุคลากรในการเข้าตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Due Diligence) โดยผู้ถือหุ้นของ เอสซีบี เอกซ์ มีสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบตามหลักการระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ (Duty of Care)
ด้านที่ 3: ผลกระทบต่อ บมจ. แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ (AS)บมจ. แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ ได้เข้าซื้อหุ้น บิทคับ สัดส่วน 9.22% คิดเป็นมูลค่า 600 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 จากราคาประเมินมูลค่าบริษัท 6,507 ล้านบาท โดยไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องการถูกโจรกรรมสินทรัพย์เช่นกัน คณะกรรมการของ AS จึงมีหน้าที่ตามหลักบรรษัทภิบาลในการเรียกร้องให้ บิทคับ ทำรายงานแจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้น
ด้านที่ 4: ผลกระทบต่อผู้ซื้อเหรียญ KUB และนักลงทุนรายย่อยการปิดบังข้อมูลวิกฤตระบบความปลอดภัยทำให้นักลงทุนเข้าซื้อเหรียญโดยเข้าใจผิดว่ากระดานเทรดมีความมั่นคงสูงสุด จนต้องประสบภาวะขาดทุนจากการลดลงของราคาเหรียญอย่างรุนแรง
ประเด็นที่ 5: ช่องโหว่รายงาน แบบ ดจ.1 กับความบกพร่องของ ก.ล.ต.
รายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบ ดจ.1) ที่ บิทคับ ยื่นต่อ ก.ล.ต. ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2564 ไม่ปรากฏร่องรอยการสูญเสียสินทรัพย์ 1,700 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ากลไกการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ทำหน้าที่เป็นเพียงการรับเอกสารโดยขาดการตรวจสอบข้ามข้อมูลกับบล็อกเชน (On-chain Analytics)
นอกจากนี้ การใช้เวลาสืบสวนนานถึง 10 เดือน นับตั้งแต่เริ่มเข้า ตรวจสอบตามกระแสข่าวลือ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 จนถึงวันกล่าวโทษในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยไม่มีการออกคำเตือนความเสี่ยงชั่วคราวแก่ประชาชน ย่อมตอกย้ำข้อกล่าวหาที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)
ประเด็นที่ 6: ประวัติปัญหาธรรมาภิบาลกับค่าปรับ 15.2 ล้านบาท
บิทคับ มีประวัติการฝ่าฝืนเกณฑ์ของ ก.ล.ต. มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปัญหาระบบซื้อขายล่มหลายครั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 คดีการสร้างปริมาณการซื้อขายเท็จ (Wash Trading) ในปี พ.ศ. 2565 ตลอดจนคดีการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกเหรียญ KUB เข้าซื้อขาย ซึ่งถูกลงโทษปรับทางแพ่งรวมกว่า 15.2 ล้านบาท ค่าปรับหลักสิบล้านบาทเมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัทระดับหมื่นล้านบาท ถูกมองว่าเป็นเพียง ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่ได้ช่วยยับยั้งการกระทำผิดซ้ำแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 7: การยกเลิกดีล SCBX ข้อเท็จจริงทางการที่ถูกบันทึก
สำหรับกรณีดีลร่วมทุนมูลค่า 17,850 ล้านบาท ระหว่าง เอสซีบี เอกซ์ กับ บิทคับ ที่ล่มสลายลง ข้อมูลทางการระบุว่า คณะกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) มีมติยกเลิกการเข้าซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565 โดยระบุสาเหตุว่ามาจากประเด็นค้างคาตามคำสั่ง ก.ล.ต. ในเรื่อง Wash Trading และเกณฑ์การนำเหรียญ KUB เข้ากระดาน ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ในขณะนั้นส่งผลกระทบให้ดีลหมื่นล้านบาทต้องยุติลงจริง แม้เรื่องการซุกซ่อนเหตุแฮ็กจะยังไม่ถูกเปิดเผยในขณะนั้นก็ตาม
ประเด็นที่ 8: 3 แนวทางทางกฎหมายสำหรับผู้เสียหายจากการซื้อเหรียญ KUB
ผู้ลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากการเข้าซื้อเหรียญ KUB ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 สามารถดำเนินการปกป้องสิทธิและเรียกร้องค่าเสียหายทางกฎหมายก่อนคดีหมดอายุความ ได้ใน 3 ช่องทาง:
1. ยื่นร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. ให้ขยายผลการสอบสวนไปยัง บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และ บริษัท บิทคับ บล็อกเชน เทคโนโลยี จำกัด (BBT) ในประเด็นการปกปิดข้อมูลสำคัญก่อนการนำเหรียญเข้าซื้อขาย และตรวจสอบว่าคณะกรรมการพิจารณานำเหรียญเข้ากระดานรับทราบเหตุการณ์โจรกรรมก่อนอนุมัติหรือไม่
2. แจ้งความร้องทุกข์ต่อ บก.ปอส. ดำเนินคดีอาญาเอาผิดผู้ร่วมกระทำผิดและผู้สนับสนุน ในข้อหาแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงตาม พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ตามมาตรา 96
3. ดำเนินคดีแพ่งแบบกลุ่ม (Class Action) ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งฐานละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กระชากหน้ากาก ถอดหมวก คนเท่ สู่ความรับผิดชอบทางกฎหมาย
คดีการซุกแฮ็ก 1,700 ล้านบาท นานถึง 5 ปีของ บิทคับ ไม่ใช่เรื่องของอดีตกรรมการเพียง 2 คนที่ออกมารับบาปแทน แต่เป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับพฤติการณ์ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยใช้วิธีไม่ลงนามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารอย่างเป็นทางการ แต่คงบทบาทเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตามตลาดทุนไทยและหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองผ่าน ภาพลักษณ์ ความดัง หรือ แสง ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอำนาจแท้จริงอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งปฏิรูประบบการเฝ้าระวังทางเทคโนโลยีให้สามารถตรวจจับการยักย้ายสินทรัพย์ได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศจะพังทลายลงไปมากกว่านี้

