"อนุทิน" เดินทางเยือนอินโดนีเซีย พร้อมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ-กลาโหม กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง อุตสาหกรรมฮาลาล การทำประมง รวมถึงขอการสนับสนุนเรื่องของเมียนมาก่อนที่ "นายมิน ออง ไลง์" ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนไทย
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วยรัฐมนตรีคนสำคัญ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมต.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมต.พาณิชย์,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมต.ต่างประเทศ, พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมต.กลาโหม เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีหลังเข้ารับตำแหน่ง
และหลังจากว่างเว้นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีมากว่า15 ปี
เป็นที่น่าสังเกตว่า การเยือนอินโดนีเซียในครั้งนี้ มีรัฐมนตรีกลาโหม และผู้แทนกองทัพ ร่วมเดินทางไปด้วย คาดว่าเรื่องความมั่นคงจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายไทยต้องการหารือกับอินโดนีเซีย
นายกฯ และคณะได้เข้าพบนายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โดยเรื่องหลัก ที่สองชาติหารือกันคือ การผลักดันแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ปี 2569-2573
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อินโดนีเซียเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากค่าเงินและทุนนอกไหลออกอย่างรุนแรง โดยค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนอยู่ในระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 ส่วนตลาดหุ้นอินโดนีเซียและพันธบัตรรัฐบาลก็ถูกนักลงทุนเทขายอย่างหนัก
ในประเด็นเรื่องพม่า อินโดนีเซียมีท่าทีคัดค้านพม่าหวนคืนอาเซียน ยังคงยึดมั่นในกรอบฉันทามติ 5 ข้อ ของอาเซียนอย่างเคร่งครัด ขณะที่ไทยต้องการผลักดันให้พม่าหวนคืนสู่อาเซียน และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนไทย 6-7 สิงหาคม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการประมง ซึ่งเรือประมงไทยมักจะรุกล้ำเข้าไปหาปลาในน่านน้ำของอินโดนีเซียอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลกกว่า 240 ล้านคน
หลังการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยการหารือครอบคลุมประเด็นความร่วมมือทวิภาคีใน 4 เสาหลัก ได้แก่
(1) การเมือง ความมั่นคง เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านกลาโหม
(2) ด้านเศรษฐกิจ ย้ำการเป็นพันธมิตรในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน พร้อมมุ่งเน้นส่งเสริมการค้าและการลงทุน เช่น ความร่วมมือในอุตสาหกรรมฮาลาล การทำประมงอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยว
(3) ด้านสังคม ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา อาทิ การเพิ่มพูนทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์
และการส่งเสริมการเรียนภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย และ
(4) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อาทิ เมียนมา สถานการณ์ไทย -กัมพูชา สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น OECD และASEAN
นายกฯ ไทย และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ แผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - อินโดนีเซีย ปี2569 - 2573 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย และ
(2) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทยและกระทรวงการศึกษาระดับประถมและมัธยมอินโดนีเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา.

