ซีเอ็นเอ็น สื่อมวลชนสหรัฐฯออกมาเปิดเผยเมื่อวันจันทร์(3ส.ค.) เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองบัญชาการทหารอเมริกา ดูเหมือนจะเข้าสู่ทางตันในการจัดการกับอิหร่าน ส่งอีเมลถึงกำลังพล ขอความเห็นให้นำเสนอไอเดียแปลกใหม่ สำหรับจัดการกับเตหะราน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดิ้นหนหาทางออกจากสงครามที่ลากยาวมานานหลายเดือน
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าคำร้องขอจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งกำลังทำสงครามกับอิหร่าน ตามคำบัญชาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาในรูปแบบของอีเมล "เราต้องการไอเดีย" ส่งถึงกำลังพลทั้งหลาย
"เรากำลังมองหาหนทางใหม่ๆที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ ในการกดดันและลงโทษอิหร่าน" เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของหน่วยข่าวกรองแห่งกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เขียนข้อความส่งถึงกลุ่มนักวิเคราะห์ทางทหารจำนวนมากในวันพุธที่แล้ว ตามรายงานของซีเอ็นเอ็นที่อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด พร้อมอ้างแหล่งข่าวคนที่ 2 บอกเช่นกันว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของกองทัพสหรัฐฯส่งข้อความดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อแสวงหาแนวคิดใหม่ๆในการรับมือกับอิหร่าน
การสอบถามระดมความคิดจากกลุ่มคนจำนวนมากผ่านอีเมล ซึ่งพวกเจ้าหน้าที่ทหารบอกว่าเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ทรัมป์ มีทางเลือกอย่างจำกัดหรือไม่เป็นที่ถูกใจ ในความพยายามบีบให้ อิหร่าน ยอมอ้อนข้อตามเงื่อนไขของเขาในข้อตกลงหนึ่งๆ และในความหวังหาหนทางอื่น เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯจึงเริ่มระดมสมองผ่านอีเมลเพื่อดูว่ามีใครมีไอเดียที่ดีกว่าหรือไม่ แหล่งข่าวรายที่ 2 บอกว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯกำลังมองถึงความเป็นไปได้ทุกอย่างและยอมรับว่าพวกเขามีความจำเป็นต้องประเมินใหม่ในด้านยุทธศาสตร์
"กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ มีประวัติอันยาวนานในการคิดค้นและทำงานด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์" โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯชี้แจงในถ้อยแถลง "ได้มีการติดต่อสอบถามสมาชิกทีมงานที่ยอดเยี่ยมของเรา โดยไม่เลือกว่าอยู่ในระดับยศไหน เพื่อบรรลุประสิทธิภาพการดำเนินงานขั้นสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
อีเมลฉบับดังกล่าวถูกส่งออกมาก่อนที่ทรัมป์จะขู่เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ก่อนยกเลิกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงในภูมิภาค ในนั้นรวมถึงมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ที่เข้าแทรกแซง เรียกร้องประธานาธิบดีสหรัฐฯลดความตึงเครียดกับอิหร่าน
เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่สหรัฐฯถล่มอิหร่านด้วยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ที่ออกแบบมาเพื่อลดทอนศักยภาพของเตหะรานในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และดึงเตหะรานกลับสู่โต๊ะเจรจา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบเห็นสัญญาณของข้อตกลงใดๆ
ทรัมป์ กำลังชั่งใจทวีความรุนแรงของยุทธการทางทหาร เป็นไปได้ว่าจะกลับมาเปิดการโจมตีอย่างหนักหน่วงเล่นงานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ของอิหร่าน ซึ่งเขาเคยอ้างว่าได้ถูกทำลายล้างไปแล้วในปฏิบัติการโจมตีเมื่อฤดูร้อนปีก่อน แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการวางแผน ระบุว่ากองทัพกำลังเตรียมการด้วยความกระตือรือร้นในการโจมตีภูเขาพิกแอกซ์และที่ตั้งอื่นๆของอิหร่าน ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่เก็บซ่อนวัตถุนิวเคลียร์หรืออุปกรณ์นิวเคลียร์
กระนั้นแม้กระทั่งใช้อาวุธตามแบบที่มีอานุภาพมากที่สุดของอเมริกา แต่ขีปนาวุธและระเบิดเพียงลำพังดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ สืบเนื่องจากที่ตั้งเหล่านั้นถูกฝังลึกลงไปใต้ดิน และเพื่อทำลายที่ตั้งเหล่านี้ สหรัฐฯจะจำเป็นต้องใช้กองกำลังทางภาคพื้น ความเสี่ยงมหึมาที่ทรัมป์ไม่มีความตั้งใจจะเสี่ยง ขณะที่รัฐบาลของเขากำลังเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในตัวเลขกำลังพลที่เสียชีวิต เนื่องจากข้อมูลอย่างเป็นทางการจนถึงตอนนี้ ยืนยันว่ามีทหารอเมริกาเสียชีวิตเพียง 18 ราย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
แหล่งข่าวอีกคนบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการโจมตีในลักษณะที่เปรียบได้กับการจุด "ดอกไม้ไฟ" ซึ่งอาจเล่นงานที่ตั้งเดิมหรือคล้ายๆกันกับเป้าหมายต่างๆที่โจมตีเมื่อปีที่แล้ว ในความหวังแสดงถึงชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ ที่จะเปิดทางให้เขาถอนตัวจากสงคราม โดยไม่ประสบความสำเร็จใดๆอย่างแท้จริงกับเป้าหมายหนึ่งที่เขาวางเอาไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าอีกประเด็นที่เป็นแก่นกลางของสงครามก็จะไม่ได้รับการคลี่คลาย นั่นคือคำกล่าวอ้างควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน "ในท้ายที่สุดแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องการข้อตกลง ดังนั้นเขาจะเดินหน้ามองหาหนทางต่างๆที่ทำให้ตัวเขาเองดูเข้มแข็งแล้วออกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้" แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการวางแผนบอกกับซีเอ็นเอ็น "บางครั้งคุณก็ต้องการความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางเลือกแบบเดิมๆ เริ่มหมดลง"
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าเสียงเรียกร้องขอไอเดียใหม่ๆ มีขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ทางสำนักงานข่าวกรองกลางและสำนักงานข่าวกรองกลาโหม มีคำประเมินเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ระบุว่าโจมตีทางอากาศในลักษณะที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้น ไม่น่าจะส่งผลให้ท่าทีในการเจรจาของอิหร่านเปลี่ยนแปลงไป
(ที่มา:ซีเอ็นเอ็น)

