xs
xsm
sm
md
lg

'เมธา' เลขาฯ ครป.ระบุตามกฎหมาย 'นายก' ต้องสั่งประธาน กสทช.หยุดปฏิบัติหน้าที่ รอโปรดเกล้าประธานคนใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป.
'เมธา 'เลขาธิการ ครป. ระบุตามกฎหมาย 'นายกรัฐมนตรี' ต้องสั่งประธานกสทช.หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรอโปรดเกล้าประธานคนใหม่

วันนี้ (2 ส.ค.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป.และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ให้ความเห็นว่า กรณีมีการอ้างโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเข้ามาแล้วต้องรอพระบรมราชโองการเท่านั้นถึงจะพ้นตำแหน่ง

ผลทางกฎหมายชี้ชัดว่าได้พ้นตำแหน่งไปเป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อนถึงจะมีผล ในเมื่อมาตรา 18 “ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้” และโดยมาตรา 20 วรรคสอง “(5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี” ในกรณีนี้จากผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จึงมีผลเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งมีผลย้อนไปในวันที่ 11 มกราคม 2565 ฉะนั้นไม่ว่าจะโดยมาตรา 18 และหรือมาตรา 20 ประเด็นพ้นตำแหน่งจึงต้องพ้นตำแหน่ง ย้อนไปก่อนอดีตนายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผลทางกฎหมายจึงเท่ากับ “ไม่เคยได้รับ การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง” มาตั้งแต่แรก จึงไม่ใช่การพ้นตำแหน่ง แต่ไม่เคยมีตำแหน่งตั้งแต่แรก เพียงแต่ต้องนำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ เนื่องจากกรณีนี้มีการให้การอันเป็นเท็จแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยต่อไป ซึ่งโดยปกติที่พระบรมราชโองการมีผลย้อนหลังนั้น เหตุผลเพราะต้องเป็นไปตามผลทางกฎหมาย แต่การจะไปกำหนดให้ทรงมีพระบรมราชโองการเมื่อไหร่นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นพระราชอำนาจและเป็นพระราชวินิจฉัย ข้อกฎหมายจึงชี้ไว้ ซึ่งมิให้มีใครสามารถนำความมากล่าวอ้างได้

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้” นพ.สรณ จึงมีความเข้าใจผิดว่าถ้าไม่นำความกราบบังคมทูล ประธาน กสทช. ก็จะยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และผู้ที่ให้การปกปิดช่วยเหลือ โดยกระบวนการดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายมีเจตนาวินิจฉัยแทน เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมาย มาตรา 16 วรรคสาม “ให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่” มาตรา 20 วรรคสาม “เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่”

ผลทางกฎหมายก็ให้ถือโดยทั้ง 2 มาตรา ไม่ว่าจะเป็นการสละสิทธิไปแล้วตามมาตรา 18 หรือกล่าวอ้างว่าได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ามาแล้วตามมาตรา 20 ข้อกฎหมายให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่ มีเหลืออยู่ และยิ่งถ้ากล่าวอ้างมาตรา 20 แล้วด้วยนั้นวรรคสามก็ระบุชัดไว้ชัดเจนว่า “เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง” ซึ่งเกิดการกระทำหรือมีข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ มิได้กล่าวว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคสอง แต่อย่างใด ซึ่งวรรคสอง กล่าวถึงการกราบบังคมทูลมีพระบรมราชโองการ แต่วรรคหนึ่ง กล่าวถึงเมื่อมีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน

เรื่องนี้จึงไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากการที่นายกรัฐมนตรีต้องกราบบังคมทูล ถึงจะยุติได้ แต่เหตุดังกล่าวคือ มีข้อเท็จจริงและหรือมีการกระทำที่มีการขัดมาตรา 8 จนส่งผลให้ขัดมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20 มีผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ เช่นนั้นหากนายกรัฐมนตรี ประวิงเวลาไม่นำความกราบบังคมทูลแล้วคิดว่าจะสามารถให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ ไม่สามารถกระทำได้ นายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ หากไม่เข้าใจให้ปรึกษากองนิติธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนทูลเกล้าเพื่อทรงทราบ

ตามมาตรา 182 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย ในฐานะรักษาการตามมาตรา 5 แทนพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ การสรรหา กสทช. คนใหม่มาแทนซึ่งมีกำหนดเวลาระบุไว้แล้ว ให้ดำเนินการภายใน 15 วัน ซึ่งถึงกำหนดแล้ว สำนักงานเลขาวุฒิสภาจะต้องจัดให้กรรมการที่เหลืออยู่ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการท่านหนึ่งมาเป็นประธาน กสทช. และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าต่อไป