เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – บริษัท Anthropic ของสหรัฐฯกว้านหนังสือหลายล้านเล่มเพื่อเทรน AI ของตัวเองชื่อ Claude ที่มีรายงานเคยแอบแฮ็กระบบของบริษัท 3 แห่งระหว่างทดสอบได้ผุดโปรเจกต์ปานามา (Project Panama) ที่บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชื่อดังได้กว้านซื้อหนังสือเก่าหลายล้านเล่มเพื่อฝึกสอนให้ AI ให้ฉลาดและสแกนหนังสือเหล่านั้นเก็บในรูปดิจิทัลก่อนใช้เครื่องจักรทำลายหนังสือเก่าทั้งหมด ฝ่ายขวาอเมริกาขวัญผวาบริษัทชื่อดังทำลายหนังสือนับล้านเล่มไม่ยอมส่งต่อหวังให้ AI เป็นผู้ผูกขาดเก็บต้นฉบับไว้ในรูปแบบดิจิทัลโดยไม่มีหนังสือรูปแบบกระดาษให้เปรียบเทียบหลังทำลายไปแล้วมีสิทธิ์ได้เห็น AI เป็นผู้ครอบครองข้อมูลแต่ผู้เดียวไม่ต่างจากนิยายวิทยาศาสตร์จักรกลคุมโลกเหมือน The Matrix
Be in Crypto สื่อด้านคริปโตและเทคโนโลยีของสหรัฐฯรายงานวันพฤหัสบดี(30 ก.ค)ว่า บริษัท Anthropic ของสหรัฐฯทำให้ทั่วโลกวิตกหลังโปรเจกต์ปานามา (Project Panama)ที่อื้อฉาวได้รับไฟเขียวจากศาลสหรัฐฯในเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อไม่นานมานี้สามารถทำลายหนังสือจำนวนมหาศาลที่ซื้อมาได้หลังใช้เสร็จแล้วผลจากกฎหมายถูกเขียนก่อนยุคปัญญาประดิษฐ์เฟื่องฟู ที่ชี้ว่าเจ้าของหนังสือสามารถทำอะไรกับหนังสือที่ซื้อมาได้ตั้งแต่บริจาค ส่งต่อให้คนอื่น ทิ้ง หรือทำลายฉีกทิ้งเหมือนเช่นบริษัท Anthropic ทำด้วยการใช้เครื่องจักรตัดหนังสือทั้งหมดเพื่อทำลายทิ้ง
สื่อ News.com.au รายงานในเรื่องนี้เช่นกันชี้ว่า นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบานิส ได้ออกมาประกาศปลอบขวัญความวิตกของผู้คนจากทั้งอุตสาหกรรมสื่อและหนังสือถึงผลกระทบจาก AI
“นักเขียนออสเตรเลีย นักดนตรี ศิลปิน และนักข่าวต้องเป็นผู้ถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและควบคุมผลงานของตัวเอง กฎหมายของพวกเราจะตอบเรื่องนี้อย่างแน่นอน”
รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 21 ก.ค ก่อนหน้าว่า ศาลสหรัฐฯอนุมัติข้อตกลงประนีประนอมมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ของคดีลิขสิทธิ์ที่บรรดากลุ่มนักเขียนที่ออกมากล่าวหาบริษัท Anthropic ว่าใช้หนังสือของพวกเขาในทางที่ผิดเพื่อการเทรนระบบ AI
กลุ่มนักเขียนได้ฟ้อง Anthropic เมื่อปี 2024 โดยชี้ว่าบริษัท AI ชื่อดังที่มี Amazon และ Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิลใช้หนังสือของพวกเขาโดยไม่ได้รับความยินยอมในการฝึกสอน AI ชื่อ Claude ที่มีประวัติโชกโชนให้สามารรถตอบโต้สมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว
รอยเตอร์รายงานว่า คดีนี้เป็นหนึ่งในหลายสิบคดีลิขสิทธิ์ที่มีนักเขียนและสำนักข่าวได้ยื่นฟ้องเพื่อต่อต้านไม่ให้บรรดาบริษัทไฮเทคทำการฝึก AI และเป็นคดีแรกในสหรัฐฯที่สามารถสรุปได้สำเร็จ
Be in Crypto ชี้ว่า คดีอื้อฉาวได้เปิดโปงโปรเจกต์ปานามาที่อื้อฉาวให้โลกรู้ผ่านการดำเนินคดีไต่สวนในชั้นศาล
ผู้พิพากษา วิลเลียม ออลซัป (William Alsup) ได้แสดงความเห็นในการพิพากษาเมื่อมิถุนายน ปี 2025 ว่า Anthropic ได้ซื้อหนังสือฉบับพิมพ์กระดาษมาอย่างสมเหตุสมผม และเสริมว่าดังนั้นกลุ่มนักเขียนได้โต้เรื่องการจ่าย คนเหล่านั้นโต้เรื่องการเปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษไปสู่รูปแบบดิจิทัล PDF
โปรเจกต์ปานามาที่ไม่เคยมีใครรู้จักนั้นหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสตได้รายงานว่า บริษัทขายหนังสือเก่า 2แห่งคือ Better World Books และ World of Books เกี่ยวข้องการการขายหนังสือเก่าให้กับ Anthropic ซึ่งคำสั่งซื้อไม่ปรากฏชื่อซัพพลายเออร์เหล่านี้
ในคำพิพากษาพบว่า ผู้พิพากษายังสั่งให้บริษัท Anthropic ต้องลบไฟล์หนังสือที่สแกนทั้งหมดภายใน 30 วันหลังคำพิพากษา และบริษัท AI ยังพบการฟ้องคดี 75 ล้านดอลลาร์จากค่ายดนตรีต่อเนื้อเพลง
News.com.au รายงานว่า โปรเจกต์ปานามาของ Anthropic นั้นเริ่มตั้งแต่เมื่อต้นปี 2024 บริษัทชื่อดังได้เริ่มโครงการซื้อหนังสือมือจำนวนมหาศาลผ่านการติดต่อบริษัทขายหนังสือมือสองขนาดใหญ่เพื่อสั่งซื้อหนังสือเก่าจำนวนหลายล้านเล่มและกลายเป็นข่าวต่อสาธารณะในปลายปีที่ผ่านมาจากคดี โดยมีการทำลายหนังสือเพื่อที่หน้ากระดาษจะสามารถสแกนได้ก่อนที่จะทิ้งไป
Anthropic อธิบายถึงโปรเจกต์ปานมาว่า “เป็นความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อที่จะสแกนหนังสือทั้งหมดในโลกนี้” อ้างอิงจากเมโมภายในบริษัทที่ชี้ว่า “พวกเราไม่ต้องการให้สิ่งนี้เป็นที่เปิดเผยว่าพวกเรากำลังทำโปรเจกต์นี้อยู่”
สื่อออสเตรีเลียรายงานว่า เอกสารศาลได้กล่าวถึงการที่บริษัทได้ใช้เครื่องจักรไฮโดรลิกตัดอย่างปรานีตต่อหนังสือหลายล้านเล่มเพื่อสแกนหน้าหนังสือในระดับไฮสปีดคุณภาพสูงและเป็นการทำสแกนแบบในระดับอุตสาหกรรม
บริษัทบริการซื้อของจำนวนมากชื่อ ISBNdb กล่าวบนเว็บไซต์ของตัวเองว่า “Anthropic แอบเก็บโปรเจกต์ปานามาเป็นความลับไม่ใช่เพราะมันผิดกฎหมาย แต่เพราะมันดูเลวร้าย” พร้อมเสริมว่า “การทำลายหนังสือหลายล้านเล่มสร้างภาพเหมือนการเผาห้องสมุดที่แม้แต่กฎหมายจะยืนข้างตัวเองก็ตาม”
พร้อมอธิบายต่อให้เข้าใจว่า “หนังสือเวอร์ชั่นกระดาษเป็นเครื่องมือส่งมอบสำหรับข้อมูล”
และเสริมต่อว่า “หลังจากข้อมูลได้ถูกเก็บรวบรวมและส่งเข้าระบบ AI แล้ว เครื่องมือดังกล่าวได้ทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้น”
ISBNdb ชี้ว่า หนังสือไม่ได้โดนทำลายแต่คุณค่าของหนังสือได้ถูกส่งต่อ กระดาษ หมึก และสันหนังสือที่เป็นส่วนกายภาพของหนังสือกลับคืนสู่การรีไซเคิล ส่วนความรู้นั้นเข้าสู่ AI ที่เป็น intellectual one
เกลนน์ เบค (Glenn Beck) อินฟลูชื่อดังอดีตผู้จัดฟ็อกซ์นิวส์คนดังของการเมืองฝ่ายขวาสหรัฐฯได้ออกมาเปิดเผยโปรเจกต์ปานามาที่น่าตื่นตาพร้อมชี้ว่า โปรเจกต์ดังกล่าวไม่ต่างจากสมัยนาซีเยอรมันทำลายหนังสือที่เท่ากับเป็นการทำลายอารยธรรมมนุษยชาติที่มีการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและเป็นการครอบครองความรู้แต่เพียงผู้เดียวเนื่องมาจาก Anthropic ได้ทำลายต้นฉบับที่เป็นกระดาษไปแล้ว
ในส่วนหนึ่งของการโพสต์ เบคได้ชี้ว่า โปรเจกต์นี้สมควรทำให้ทุกคนต่อต้าน “มีบางส่วนของหนังสือเวอร์ชั่นกระดาษนี้ที่เหลือสุดท้ายในโลก ปัจจุบันพวกมันได้หายไปตลอดกาลเพื่อประโยชน์ของยุคการเป็นดิจิทัล”
พร้อมอธิบายว่า “ไฟล์ดิจิทัลสามารถถูกแก้ไข อัปเดต หรือสามารถแอบเขียนขึ้นมาใหม่ได้ภายในชั่วข้ามคืน Anthropic สามารถทำให้กลายเป็นความถูกต้องด้วยการผลิตซ้ำของพวกมัน แต่มันไม่หยุดคนอื่นที่ปลายน้ำ”
เขากล่าวว่า “หากปราศจากต้นฉบับที่มีตัวตนทางกายภาพ จะไม่มีสิ่งใดสามารถตรวจสอบ(ความถูกต้อง)ไฟล์เหล่านี้ พวกนักเผด็จการทุกคนในประวัติศาสตร์ต่างพยายามควบคุมเจตจำนงของประชาชนได้รู้เรื่องนั้น นี่เป็นแค่หนทางที่ทำให้ง่ายขึ้นกว่าการเก็บหนังสือทั้งหมดและเผามันทิ้ง”
อดีตผู้จัดฟ็อกซ์นิวส์กล่าวว่า “การซื้อหนังสือที่จับต้องได้หากว่าคุณทำได้เพื่อพวกมันนั้นจะอยู่ได้ยาวนาน ไม่ใครสามารถแอบแก้ไขหนังสือแบบกระดาษได้ในชั่วข้ามคืน มันเป็นพยานที่สามารถเชื่อถือได้

