xs
xsm
sm
md
lg

ตั้งแก๊งทิ้งกากอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ จ้างรถพ่วงขน “กากสุดท้ายอิเล็กทรอนิกส์” ลักลอบทิ้งตามบ่อดินในหลายจังหวัดภาคตะวันออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายงานพิเศษ

เปลือกสายไฟจำนวนมากที่ปลอกนำทองแดงด้านในซึ่งยังมีมูลค่าออกไปแล้ว เศษแผงวงจรของแผ่น PCB ที่ถูกบดอัดจนไม่มูลค่าอีกแล้ว กากตะกอนน้ำมันที่ใช้แล้ว ... ทั้งหมดนี้ มีคำเรียกในทางวิชาการว่า “กากสุดท้าย” ซึ่งเป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องนำไปกำจัดให้ถูกต้องในโรงงานที่มีศักยภาพรับกำจัดของเสียอันตราย หรือ โรงงานลำดับที่ 101 เท่านั้น

แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมทั้งจากภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม กลับได้รับแจ้งว่าพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็น e-waste หรือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมักจะพบในกิจการของโรงงานกลุ่มทุนจีนมาตลอดในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา

ถ้านับเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรูปแบบนี้แล้วใน 3 พื้นที่ คือ ต.วังท่าช้าง ต.หาดนางแก้ว และ ต.วังตะเคียน ซึ่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศได้ลงพื้นที่ ต.วังท่าช้าง และได้เห็นบันทึกประจำวันการจับกุม “รถพ่วง” คันหนึ่ง ที่ชาวบ้านแจ้งว่า เป็นรถที่ขนกากอุตสาหกรรมเหล่านี้มาเททิ้ง จึงนำข้อมูลไปสืบค้นย้อนหลังและพบว่า รถพ่วงคันนี้ รับงานมาจาก ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นเขตรอยต่อที่ติดต่อกัน






เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศรายงานข้อมูลการพบกากอุตสาหกรรมใน อ.กบินทร์บุรี ว่า

14 กรกฎาคม ต.หาดนางแก้ว

พบการลักลอบทิ้งของเสียในพื้นที่ไร่ข้าวโพดติดกับบ่อน้ำ โดยในจุดเกิดเหตุพบเศษพลาสติกที่มีลักษณะคล้ายวัสดุเหลือทิ้งจากการบดย่อยสายไฟหลังการแยกทองแดงออก รวมถึงร่องรอยการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่

20 กรกฎาคม ต.วังท่าช้าง

พบการลักลอบทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลายประเภทภายในพื้นที่เกษตรกรรมหลายจุด ได้แก่ ปลอกสายไฟ เถ้าสีดำอมเทา และน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงในบ่อน้ำ

23 กรกฎาคม ต.วังตะเคียน

พบการลักลอบทิ้งเศษสายไฟและสายเคเบิลหุ้มฉนวนสีแดงและสีดำ กระจายอยู่ในพื้นที่อย่างน้อย 4 กองใหญ่ บางส่วนถูกอัดแน่นอยู่ในถุงบิ๊กแบ็กขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเผาสายไฟ อาจเป็นการเผาเพื่อแยกโลหะ เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม






และในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ จ.สระแก้ว พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมแล้ว 3 จุด คือที่ ต.สระขวัญ ,ต.หนองบอน ในเขต อ.เมือง และที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร รูปแบบของกากอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาทิ้งมีลักษณะคล้ายกัน คือ ส่วนใหญ่เป็นเปลือกสายไฟที่ถูกบดละเอียดแล้ว กับชิ้นส่วนจากอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยที่ ต.สระขวัญ ใช้บ่อดินในที่ดินเอกชน ซึ่งถูกขุดหน้าดินลึกลงไปถึงประมาณ 10 เมตร เป็นจุดลักลอบทิ้ง และในคืนวันที่ 29 กรกฎาคม สามารถดักจับ “รถพ่วง” ที่กำลังขนกากอุตสาหกรรมมาทิ้งได้ที่ ต.ห้วยโจด ซึ่งแม้คนขับรถจะหลบหนีไปได้ แต่ก็พบหลักฐานเอกสารในรถเชื่อมโยงกับเจ้าของที่ดินใน ต.สระขวัญ และพบข้อมูลว่า รถคันนี้รับงานมาจากแถบ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เช่นเดียวกัน

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้ว่าความให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่ได้รับมาจากประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกทำให้สามารถระบุพิกัดจุดที่เป็นสถานที่ลักลอบทิ้งได้แล้วประมาณ 6-7 จุด ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยจุดที่เป็นจุดใหญ่จะมีลักษณะเป็น “บ่อดิน” ที่ขุดหน้าดินไปขายแล้ว บางจุดพบแล้วว่า มีกากอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณหลักพันตัน






ทนายชำนัญ บอกด้วยว่า ข้อมูลที่ได้รับมา ยังเชื่อมโยงกับการที่สามารถจับรถพ่วงที่ จ.สระแก้วได้และปราจีนบุรีได้ เพราะมีทั้งชื่อบริษัท ราคาว่าจ้าง และใบเสร็จรับเงิน โดยตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มโรงงานที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบทิ้งกากของเสียอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงนี้ มีทั้งโรงงานที่เจ้าของเป็นคนไทย และโรงงานกลุ่มทุนจีนที่เปลี่ยนมาใช้นอมินีชาวไทยเป็นเจ้าของแทน

“เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่หลายจุดได้แล้ว มีข้อสังเกตว่า ของเสียอันตรายที่นำมาลักลอบทิ้งในช่วงนี้ เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในช่วง 8-9 ปี ที่ผ่านมา เป็นประเภทของกากอุตสาหกรรมที่มักจะอยู่ในโรงงานของผู้ประกอบการชาวจีนในภาคตะวันออก ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้วิธีการกองทิ้งไว้หรือขุดหลุมฝังกลบไว้ในพื้นที่โรงงานเลยแต่ถูกตรวจสอบและถูกจับกุมได้บ่อยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนต้องทยอยปิดตัวลงไป จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานเหล่านี้ก็ทยอนกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่มาในรูปแบบใหม่ คือ เปลี่ยนเจ้าของเป็นนอมินีคนไทย และอาจจะเปลี่ยนรูปแบบการกำจัด “กากสุดท้าย” ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว โดยเอาออกจากในโรงงานไปหาที่ลักลอบทิ้งกระจายไปหลายๆจุดแทน เพื่อให้ตรวจสอบเชื่อมโยงกลับมาได้ยากขึ้น”

“ข้อมูลบางส่วนยังบ่งชี้ด้วยว่า โรงงานกลุ่มนี้ เปลี่ยนไปใช้การทำงานเป็นเครือข่ายด้วยการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันไป เช่น โรงงานหนึ่งรับหน้าที่คัดแยกเท่านั้น อีกโรงงานหนึ่งรับหน้าที่หลอมเท่านั้น ละส่งกากสุดท้ายที่ใช้ไม่ได้แล้วไปบดอัดในอีกโรงงานหนึ่ง ก่อนจะนำไปกระจายทิ้ง” ทนายชำนัญ ตั้งสมมติฐานที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูล

เห็นได้ชัดเจนว่า การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่มาจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกซึ่งเกิดขึ้นช่วงนี้ (พฤษภาคม - กรกฎาคม 2569) มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ ลักษณะของเสียอันตรายที่ทุกจุดมีเปลือกสายไฟบดละเอียด หรือสายไฟที่ลอกทองแดงออกไปแล้วรวมอยู่ด้วย และมีรูปแบบการขนของโดยใช้รถพ่วงในพื้นที่เช่นเดียวกัน สืบสาวที่มาย้อนกลับไปถึงต้นทางจากพื้นที่เดียวกัน ต่างกันเพียงสถานที่ทิ้งซึ่งมีทั้งการทิ้งในที่สาธารณะและบ่อดินของเอกชน แต่นี่จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ว่าจะมีมาตรการเข้าไปดำเนินการทั้งจับกุม หยุดการลักลอบทิ้ง ไปจนถึงการสืบสวนหาต้นทางของขบวนการนี้ได้หรือไม่


“รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ... วราวุธ ศิลปอาชา” น่าจะได้โอกาสโชว์ฝีมือแล้ว