ตำรวจไซเบอร์เร่งล่ามือแฮกข้อมูล TSD เผยพบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว เตรียมสอบสวนก่อนแถลงข่าว เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพใช้ข้อมูลจริงหลอกลวง
กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เดินหน้าประสานความร่วมมือกับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เร่งสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุกรณีเข้าถึงข้อมูลของ TSD โดยมิชอบ พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานทั้งในและต่างประเทศเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้แล้ว แต่อยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน หากมีรายละเอียดที่ชัดเจนจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
พ.ต.ท.พากฤต กล่าวว่า หลังเกิดเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลจริงของผู้เสียหายไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง โดยอาจส่งข้อความพร้อมลิงก์ปลอม โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้รูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีข้อมูลของเหยื่ออย่างละเอียด เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น
"ปัจจุบันมิจฉาชีพมาในทุกรูปแบบ สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมีสติ อย่าหลงเชื่อข้อมูลหรือคำกล่าวอ้างโดยง่าย ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนดำเนินการทุกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อได้" พ.ต.ท.พากฤต กล่าว
พร้อมระบุว่า ตำรวจไซเบอร์และ TSD กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งเพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี และเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้ก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากนี้ บช.สอท. ยังชี้แจงว่า รูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ใช้วิธีโจมตีทางจิตวิทยา (Social Engineering) โดยอาศัยข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องมาสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เหยื่อเข้าใจว่าผู้ติดต่อเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง ก่อนหลอกให้กดลิงก์ ดาวน์โหลดโปรแกรม หรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล
ตำรวจไซเบอร์จึงขอให้ประชาชนและนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง หากได้รับการติดต่อที่มีการอ้างอิงข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ไม่ควรรีบเชื่อหรือปฏิบัติตามทันที แต่ควรตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดผ่านช่องทางทางการทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้

