จุดตายคดีฮั้ว สว. วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง กกต. ยกหลักฐานดิจิทัลและรูปแบบคะแนนผิดธรรมชาติ ชี้มีน้ำหนักพอส่งศาลฎีกา สอย 120 สว. สีน้ำเงิน เหตุพยานวัตถุไม่โกหกเหมือนคำให้การคน
คดีตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กำลังเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางการรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมหาศาลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และความสนใจจากสังคมที่จับตาว่า บทสรุปของคดีนี้จะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของการจัดการทุจริตเลือกตั้งไทยหรือไม่
ล่าสุด วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ แสดงความเห็นในหัวข้อ “หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดยเสนอว่า หากพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแบบองค์รวม ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน
▪️ไม่ใช่แค่คำให้การ แต่คือการร้อยเรียงพยานทุกชิ้นเข้าหากัน
วัส ระบุว่า คดีทุจริตเชิงโครงสร้างไม่สามารถอาศัยเพียงคำให้การของพยานบุคคล เพราะพยานบางรายอาจเปลี่ยนแปลงคำให้การหรือให้การขัดแย้งกันได้ แต่สิ่งที่ กกต. ต้องประเมินคือ “พยานหลักฐานแบบองค์รวม” (Totality of the Evidence)
ทั้งข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานวัตถุ หลักฐานดิจิทัล เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนพฤติการณ์ก่อน ระหว่าง และหลังวันลงคะแนน
▪️เปิดชุดหลักฐานใหม่ สะท้อนการจัดตั้งเป็นระบบ
ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2” ซึ่งมีการนำพยานและหลักฐานจากผู้สมัคร สว. และ สว.สำรองมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
เนื้อหาสำคัญประกอบด้วยข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการออกค่าเดินทาง การจัดรถรับส่ง การเข้าพักโรงแรม การรวมตัวก่อนเลือก การจัดทำโพย การยึดเอกสาร สว.3 การให้ลงนามใบลาออกล่วงหน้า การเสนอผลประโยชน์ทางการเงิน ตลอดจนการระบุว่ามีการล็อกตัวผู้ได้รับเลือกไว้ก่อนวันลงคะแนน
▪️เปิด 3 เหตุผลสำคัญ ที่เชื่อว่ามีการทุจริต
วัส ยกเหตุผลหลัก 3 ประเด็นที่เห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
▪️รูปแบบคะแนนผิดธรรมชาติ
ผู้ได้รับเลือกในลำดับ 1-6 ของหลายกลุ่มอาชีพมีคะแนนทิ้งห่างลำดับ 7-10 อย่างมีนัยสำคัญ และเกิดซ้ำในหลายกลุ่มทั่วประเทศ จนมองว่าเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับการลงคะแนนตามโพย มากกว่าจะเกิดจากการลงคะแนนอย่างอิสระ
▪️การกระจุกตัวสว.ในบางจังหวัด
มีอย่างน้อย 8 จังหวัดที่มีจำนวนผู้ได้รับเลือกเป็น สว. สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่หรือจำนวน ส.ส.ของจังหวัดนั้น เช่น บุรีรัมย์ อ่างทอง สิงห์บุรี เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนมองว่าอาจสะท้อนการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครอย่างเป็นระบบ
▪️หลักฐานดิจิทัลและนิติวิทยาศาสตร์
ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ข้อมูลการเดินทางจากโทรศัพท์มือถือ ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางการเงิน ภาพถ่าย และโพยลงคะแนน ถูกมองว่าเป็นพยานวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าคำให้การของบุคคล เพราะเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
▪️ชี้พยานบุคคลเปลี่ยนได้ แต่พยานดิจิทัลไม่โกหก
วัส ระบุว่า แม้พยานบุคคลบางรายอาจกลับคำให้การ หรือให้ข้อมูลแตกต่างกันด้วยเหตุผลหลายประการ แต่หลักฐานเชิงวัตถุและข้อมูลดิจิทัล ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความสมัครใจของบุคคลได้ จึงควรมีน้ำหนักในการวินิจฉัยมากกว่าเมื่อพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่น
▪️หากเป็น กกต. จะส่งศาลฎีกาทันที
วัส สรุปว่า เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมดร่วมกัน ทั้งรูปแบบคะแนน ความผิดปกติของพื้นที่ พยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานดิจิทัล เห็นว่าเข้าข่ายเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือก สว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามบทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้ง สว.
ดังนั้น หากตนเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเห็นให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และให้มีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน

