รัฐบาลเอาจริง เคาะยุบธนาคารที่ดินและ ป.ย.ป. ประเดิมแผนรีดไขมันราชการครั้งใหญ่ ลั่นเตรียมทุบหน่วยงานซ้ำซ้อนและไม่ผ่านประเมินเพิ่มอีก ย้ำชัดประเทศอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้วในโลกที่เปลี่ยนไป
การปฏิรูประบบราชการเป็นวาระที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แม้ว่าปัจจุบันต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และแรงต้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และภาระงบประมาณของภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นปัจจัยให้รัฐบาลออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับนโยบายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เดินหน้ายุบหรือควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อนหรือหมดความจำเป็น โดยกำหนดให้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. เป็นหน่วยงานแรกที่เตรียมเข้าสู่กระบวนการยุบในช่วงปลายเดือนกันยายน อาจนำไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ก่อนทยอยพิจารณาหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมถึงองค์การมหาชนอีกหลายแห่งที่ไม่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพต่อเนื่องหลายปี
ส่วนกรณีถ้าหากยุบหน่วยงานและมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องคัดค้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอเรียนตรง ๆ เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผล วิธีการเก่า ๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้วเพราะมันไม่ดีสำหรับประเทศ ฉะนั้นหากดูจากสถานการณ์และตัวเลขงบประมาณ และยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้ โดยสิ่งสำคัญที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไป สำหรับหลักการในการพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. จะเป็นผู้ประเมินหน่วยงานราชการ ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายผู้ประเมิน โดยเกณฑ์ประเมินคือเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน ส่วนการบริหารจัดการอัตรากำลังหน่วยงานที่ถูกยุบไป จะมีสองแนวทาง 1.ถ้าสมัครใจออกก็เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ 2.ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ แต่ยอมรับว่าสิทธิประโยชน์คงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องอิงตามระบบหน่วยงานใหม่
นายปกรณ์ กล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำภายในรัฐบาลนี้ แม้อาจจะเห็นผลอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนภาคเอกชนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมตอนนี้เป็นไปทั่วโลก ฉะนั้นภาครัฐประเทศไทยก็ต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งปัญหาพลังงานหรือภาษีที่เพิ่มขึ้น วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นปกติเหมือน 10-20 ปีก่อน ที่อยู่ในยุคการค้าขายอย่างไรก็รวยแต่วันนี้มันไม่ใช่

