ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ฮั้ว สว. ต้องมีคนติดคุก ยุบพรรคภูมิใจไทย ?!
“คดีฮั้ว สว.” นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ ที่ทำให้โครงสร้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บิดเบี้ยว เพราะถ้าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง สามารถกุมเสียงในสภาล่าง และสภาสูงได้อย่างเป็ดเสร็จ ย่อมนำไปสู่ “เผด็จการรัฐสภา” มีอำนาจตั้งคนของตัวเอง เป็นกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นฝ่ายตรวจสอบ จึงมีผลร้ายแรงไม่ต่างจาก “เผด็จการรัฐประหาร”
ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย กลุ่มคนที่กุมอำนาจ ก็จะเหิมเกริม ไม่เห็นหัวประชาชน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “iLaw” ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว. ไปมอบให้กับ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ โดยอ้างอิงจากคำให้การของพยานว่า มีนักการเมือง รัฐมนตรี ในขั้วสีน้ำเงิน มีส่วนเกี่ยวข้องถึง 9 คน
มี อนุทิน ชาญวีรกูล, ทรงศักดิ์ ทองศรี, ภราดร ปริศนานันทกุล, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, นภินทร ศรีสรรพางค์, สุขสมรวย วันทนียกุล, พิชัย ชมภูพล และ ศุภชัย โพธิ์สุ
ความจริงข้อมูลเรื่องตัวบุคคลนี้ ไม่ใช่ข้อมูลใหม่เสียทีเดียว เพราะเคยเป็นข่าวมาแล้วว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางของ กกต. ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้เคยเรียกบุคคลเหล่านี้ไปรับทราบข้อกล่าวหา และซักถามก่อนแล้ว
ข้อมูลของ iLaw จะใหม่ก็ตรงที่ว่าได้มีการระบุถึงพฤติกรรมของแต่ละคน ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ใครมีหน้าที่ทำอะไร
เมื่อมีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้ ถูกระบุว่า มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการดังกล่าว ทำให้คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ สว. อีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติขึ้นมาทันที
ทำให้ทั้ง นายกฯ และรัฐมนตรี ประกาศจะฟ้อง “ผอ.iLaw” ในข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อปกป้องชื่อเสียง
หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของคดีนี้ เริ่มจากเมื่อมีผู้ร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการเลือกสว. ทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และมีความเห็นว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. รวม 229 คน แบ่งเป็น สว.138 คน และนักการเมืองในพรรคภูมิใจไทย ทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล -ไชยชนก ชิดชอบ” ผู้ประสานงาน และบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คน พร้อมเสนอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง ต่อบุคคลทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนวนถูกส่งต่อไปยัง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ชุดที่ 36 หลังมีการแต่งตั้งกกต. จากสว.สีน้ำเงินเข้ามาจนเป็นเสียงข้างมาก กลับมีความเห็นแตกต่างออกไป โดยมี มติ 5 ต่อ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ยกคำร้อง
ความเห็นที่สวนทางกันระหว่าง ชุดที่ 26 และชุดที่ 36 จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา เพราะสะท้อนว่าภายในกระบวนการของ กกต. เองยังมีการตีความพยานหลักฐานไม่ตรงกัน
ขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยขั้นสุดท้าย และคาดว่าจะมีผลสรุปออกมาในเดือนสิงหาคมนี้
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของ กกต.สามารถออกมาได้ใน 3 ทาง คือ 1. เป่าคดี มีมติยกคำร้อง ไม่ส่งเรื่องไปให้ไปศาลฎีกาพิจารณา... 2. ส่งชื่อ สว.หางแถว ที่ไม่ใช่ สว.ในระดับหัวแถวที่เป็นคนสำคัญ ไปให้ศาลพิจารณา และ 3. ส่งไปให้ศาลฯพิจารณาทั้งหมด
เรื่องฮั้ว สว.นี้ สังคมค้างคาใจมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ถ้าบทสุปของ กกต.ออกมาตามแนวทาง ที่ 1 หรือ ที่ 2 เชื่อว่าปัญหาไม่จบแน่ เพราะสังคมจะไม่ยอมรับ
ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่เชื่อว่า กกต.เล่นบทยื้อมาตลอด เพราะมี กกต.ถึง 4 คน ที่ได้รับการอนุมัติแต่งตั้งมาจาก สว.ชุดนี้ หาก กกต.ตัดจบไม่ส่งศาล หรือส่ง สว.หางแถวบางส่วนไป ก็จะเป็นคำตอบว่า กกต.ตกอยู่ใต้อำนาจของนักการเมืองกลุ่มนี้จริง เป็นกรรมการองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้มีความเป็นอิสระอะไรเลย
ต่างจากแนวทางที่ 3 หากส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ถือเป็นข้อยุติที่ประชาชนจะยอมรับ
ล่าสุด “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” หรือ “เจ๊แมว” อดีต สส. และอดีต ผู้สมัคร สว.จังหวัดมหาสารคาม ได้ออกมาเปิดหลักฐานภาพถ่ายคู่กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี พร้อมขับร้องเพลง “จำได้ไหม”กลางห้องแถลงข่าว โดยระบุเชิงสัญลักษณ์ว่าบุคคลในภาพ คือจุดเริ่มต้นของข้อสงสัยทั้งหมดในคดีนี้
“กุสุมาลวตี” ยังแฉว่า ในช่วงนั้นได้พบกับ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี ที่สภา มีการพูดคุยกันถึงเรื่องหาเสียงสนับสนุนอย่างไร จากนั้น “ทรงศักดิ์” ก็ได้พาไปพบกับ “อนุทิน” ซึ่งอนุทิน แนะนำให้ไปปรึกษากับ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จึงรู้ว่ามีการ “จัดสรร-วางตัว” ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ระดับอำเภอ มีการการล็อกคนไว้ตั้งแต่วันแรก เพื่อตัดโอกาสคนนอก
“เจ๊แมว” บอกว่า ไม่กลัวการถูกฟ้องปิดปาก และยินดีที่จะนำเอกสารสำนวนคดีทั้งหมดที่มี ยื่นต่อหน่วยงานตรวจสอบ ส่งต่อให้กกต. และกระบวนการยุติธรรม เพื่อร่วมมือกับทาง iLaw และฝ่ายค้าน ในการเดินหน้าพิสูจน์ความจริง ต่อไป
เชื่อว่างานนี้ต้องมีคนติดคุก และมีพรรคการเมืองโดนยุบด้วย เพราะได้ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว
คนอย่าง “กุสุมาลวตี” ไม่มีสู้ไป ขอโทษไป เด็ดขาด!
++ เบื้องหลังดับซ่า “บังแจ็ค” ปากีฯ สายดาร์ก! เมกาเด็ดปีก รวบตัว คาดเนรเทศกลับบ้านเกิด
แฟนคลับสายดาร์กที่เป็นห่วงเป็นใยว่าอินฟลูฯ จอมแฉ อย่าง “บังแจ็ค” หายหน้าหายตาไปไหน…ล่าสุดไม่ต้องไปจุดธูปบนบานที่ไหนแล้ว เพราะเจ้าตัวไม่ได้โดนอุ้มฆ่าหมกป่าที่ไหนอย่างที่ใครคิด แต่โดนเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ บุกรวบควบคุมตัวเงียบๆ มานานร่วม 2 สัปดาห์เต็ม!
เรื่องนี้ถ้านับเบื้องลึกเบื้องหลัง ต้องปรบมือให้ ทีมข่าว "SondhiX" ที่ไปเจาะลึกแกะรอยจนรู้ซึ้งทะลุปรุโปร่งถึงปฏิบัติการ “เด็ดปีก” บังหนุ่มปากีฯ รายนี้
ย้อนไปก่อนหน้านี้ "บังแจ็ค" ถือไพ่เหนือกว่าสายแฉคนอื่นๆ โดยใช้ข้อได้เปรียบที่ตัวเองปักหลักพํานักอยู่ในอเมริกา "ลอยตัว" อยู่เหนือกฎหมายไทย นึกอยากจะกางโพยขยี้ใคร หรือปล่อยคอนเทนต์หมิ่นประมาทใครหน้าไหน ก็จัดหนักจัดเต็มตามต้องการ ชนิดที่ไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะ "บังแจ็ค" มั่นใจเต็มร้อยว่าตัวเองเป็นบุคคล “ untouchable” แตะต้องไม่ได้ ใครจะไปแจ้งจับ หรือฟ้องร้อง ก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ เพราะกฎหมายไทยเอื้อมไปไม่ถึง!
แต่ "บังแจ็ค" อาจจะประเมินต่ำ หรือประมาทว่าการตามกัดไม่ปล่อยของ “ตำรวจไซเบอร์” (บช.สอท.) ที่ส่งคำร้องขอความร่วมมือไปทางฝั่งสหรัฐฯ ถึง 2 รอบ 2 หน คือการนำมาสู่การถูกรวบตัวครั้งนี้
รอบแรกสหรัฐฯ ตีตกแบบไม่แยแส มองว่าเป็นเรื่องหมิ่นประมาทภายในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับบ้านเขา
รอบสอง ตำรวจไทยไม่ยอมถอย ยื่นหลักฐานมัดแน่น ยืนยันพฤติกรรมด่าเช้า ด่าเย็น คุกคามระรานชาวบ้าน ชี้ชัดว่าผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน พอเห็นไทยเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ฝ่ายความมั่นคงมะกัน เลยเริ่มหันมามอง และรุดเช็กประวัติทันที!
พอตรวจลงลึกเท่านั้นแหละ… ความจริงก็ปรากฏ "บังแจ็ค" หรือ นายราชา ซูการ์เนน ไฮเดอร์ สัญชาติปากีสถาน คนนี้ไม่ได้มีสถานะโก้หรูอะไร แต่เป็น "ต่างด้าว" แอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับนโยบายกวาดล้างคนต่างด้าวผิดกฎหมายแบบเข้มข้ม ของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พอดีเป๊ะ
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ เลยบุกรวบตัว "บังแจ็ค" ไปร่วมสองสัปดาห์ ส่งผลให้คอนเทนต์สายดาร์ก สายแฉ ในช่อง Bung Jack ต้องปิดฉากลงแบบไม่ได้ลาเอฟซี
แต่บังแจ็ค…ก็คือบังแจ็ค ก่อนจะจอดำ ยังไม่วายทิ้งทวนไว้ลายให้แอดมินเพจโพสต์ปั่นกระแส ว่า เจ้าตัวหายตัวไปอย่างปริศนา ขณะเดินทางไปพบผู้ใหญ่คนหนึ่งของไทย เจตนาจะสร้างเรื่องว่า "โดนอุ้มหาย" แต่หลายคนก็ดูออกว่า บังแจ็ค “ปั่นข่าว" สร้างราคาให้ตัวเองมากกว่าจะโดนอุ้มจริง
คำถามคือ… สหรัฐฯ จะเอาอย่างไรต่อ
ทางฝ่ายไทยประเมินเกมแล้วว่า สหรัฐฯ คงไม่ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย เพราะต้องการรักษาจุดยืนเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งแนวโน้มน่าจะเนรเทศส่งกลับบ้านเกิดที่ประเทศปากีสถาน หรือส่งไปยังประเทศอื่น ที่เจ้าตัวถือพาสปอร์ตอยู่ ซึ่งบอกได้เลยว่า กว่าบังแจ็ค จะไปตั้งหลักใหม่ แล้วกลับมาเป็นอินฟลูฯ “แขกพูดไทยในต่างแดน” ได้อีกครั้ง…คงต้องใช้เวลาฟื้นไข้อีกนาน
และหากย้อนดูปูมหลัง "บังแจ็ค" คนนี้ไม่ธรรมดาเคยถูก สตม. ของไทยขึ้นบัญชีดำเนรเทศออกจากประเทศไทยเป็นการถาวร ห้ามเข้าประเทศเด็ดขาดมาแล้ว จากพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม ทำผิดกฎหมายซ้ำซาก ทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข่มขู่ และหมิ่นประมาท พอระเห็จไปอยู่อเมริกา แม้เบื้องหน้าจะทำงานร้านอาหาร ขับอูเบอร์เลี้ยงชีพ แต่เบื้องหลัง ยังคงทำคลิปภาษาไทย เปิดโปง ขุดคุ้ย ขยี้ความลับชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอไม่มีวันหยุด จนดันยอดผู้ติดตามเพจสูงถึง 1.5 ล้านคน—นับว่ามีฝีมือด้านการเป็นคริเอเตอร์ที่ไม่ธรรมดา
ทว่า สถานะพิเศษประเภท ขับเคลื่อนการแฉ หรือด่าใครก็ได้ โดยกฎหมายเอื้อมไม่ถึง นี่แหละที่ทำให้บังแจ็คโกยรายได้อื้อซ่า ในฐานะ “มือปืนรับจ้าง” รับทำคอนเทนต์ทำลายเครดิต และดิสเครดิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังคมยากจะยอมรับ… ก่อนจะมาตกสวรรค์ โดนเด็ดปีกดับซ่า เอาในยุคทรัมป์ นี่เอง!

