xs
xsm
sm
md
lg

สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่การประจันหน้ากัน ที่สหรัฐฯและอิหร่านต่างฝ่ายต่างเอาชนะกันไม่ได้ โดยที่เศรษฐกิจโลกก็ถูกจับเป็นตัวประกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


(ภาพจากแฟ้ม) เรือในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อมองออกมาจากเมืองมูซันดัม ประเทศโอมาน ในวันที่ 15 มิถุนายน 2026
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/07/an-unwinnable-standoff-at-hormuz/)

An unwinnable standoff at Hormuz
by Leon Hadar
20/07/2026

ไม่ว่าวอชิงตันหรือเตหะราน ต่างไม่มีฝ่ายไหนสามารถฉวยคว้าชัยชนะไปครอบครองได้อย่างชัดเจน เวลาเดียวกัน ก็ไม่มีฝ่ายไหนเช่นกันที่จะสามารถยุติการสู้รบขัดแย้ง ซึ่งกำลังจับเศรษฐกิจโลกเอาไว้เป็นตัวประกัน

ห้าเดือนหลังจากอิสราเอลกับสหรัฐฯเปิดฉากถล่มโจมตีซึ่งได้สังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และจุดชนวนให้เกิดสงครามที่ขยายวงกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิม ช่องแคบฮอร์มุซก็ได้กลายเป็นแนวรบที่ควบคุมเอาชนะได้ยากที่สุด จุดคอขวดของการขนส่งทางเรือซึ่งบริเวณที่แคบที่สุดมีความกว้าง 21 ไมล์ทะเลแห่งนี้ เป็นจุดที่แสนยานุภาพทางทหารและความชะงักงันทางการทูตมาบรรจบกันอย่างแท้จริง

เมื่อถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคม การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายก็ได้กลายเป็นแบบแผนวนซ้ำแสนคุ้นเคยอย่างน่าเศร้า สหรัฐฯโจมตีพวกเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน, เรดาร์ชายฝั่ง, สถานที่เก็บโดรน, และโครงสร้างพื้นฐานทางขีปนาวุธคืนแล้วคืนเล่า โดยบรรยายการโจมตีในแต่ละรอบว่าเป็นการพิทักษ์คุ้มครองการเดินเรือเพื่อการพาณิชย์

ทางด้านอิหร่านตอบสนองด้วยการโจมตีใส่พวกเรือบรรทุกน้ำมัน รวมทั้ง 2 ลำที่ติดธงของชาติพันธมิตรสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งถูกโจมตีภายในน่านน้ำของโอมาน และด้วยการยืนกรานในหลายๆ ช่วงเวลาว่า ช่องแคบจะถูกปิดสำหรับการจราจรที่ยังไม่ได้อนุญาตจากตนเอง

การตกลงหยุดยิงที่มีการลงนามกันภายหลังหลายประเทศเข้าเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เวลานี้พังครืนลงไปแล้ว ขณะที่การพูดจากันทางอ้อมก็ล้มคว่ำเช่นกัน พวกผู้นำรัฐบาลทั้งของสหรัฐฯและของอิหร่านต่างออกมาแลกคำข่มขู่ใส่กันต่อหน้าสาธารณชน นี่ไม่ได้เป็นการเผชิญหน้ากันแบบคุกรุ่นอย่างช้าๆ ไปเรื่อยๆ อีกต่อไปแล้ว มันเป็นสงครามที่ดำเนินไปอย่างดุเดือดแม้ไม่ถึงกับต่อเนื่องไม่ขาดสายก็ตามที โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการโจมตีกันที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซนั่นเอง

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเช่นนี้ ทำไมฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างง่ายดาย? การนำเอาหลักเหตุผลทางการทหารมาอธิบายจะสามารถทำให้เกิดความเข้าใจได้ดีกว่าอย่างอื่นๆ

วอชิงตันมีพลังการโจมตีมากพอที่จะ ทำลายประสิทธิภาพระบบป้องกันภัยชายฝั่งของเตหะราน และก็กำลังพยายามกระทำดังกล่าวนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทว่ารองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ระบุปัญหาที่ซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ กล่าวคือ ถึงคุณสามารถที่จะทำลายกวาดล้างเรดาร์, โดรน, และขีปนาวุธ ออกไปจนเกลี้ยงเกลา แต่อิหร่านก็ยังคงสามารถคุกคามการเดินเรือได้ด้วยการใช้เรือเล็ก, ทุ่นระเบิด, และอาวุธที่มีพิสัยการยิงแค่ใกล้ๆ อยู่ดี อันเป็นยุทธวิธีแบบอสมมาตรซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยพวกขีดความสามารถที่สหรัฐฯกำลังคอยทำลายไม่หยุดหย่อน

สำหรับในส่วนของอิหร่าน พวกเขาไม่สามารถวาดหวังที่จะยังความปราชัยให้แก่กองทัพเรือสหรัฐฯ หรือทำให้ช่องแคบปิดต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากการปิดตายกันจริงๆ จะเป็นการตัดทอนการส่งออกน้ำมันของพวกเขาเองด้วย รวมทั้งเป็นการเชื้อเชิญให้ถูกตอบโต้เอาคืนที่ดุดันยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่สองฝ่ายกระทำได้ก็คือการทำให้ช่องแคบแห่งนี้มีอันตรายเกินกว่าจะสามารถใช้ประโยชน์ ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมาในทางเป็นจริง การลำเลียงขนส่งเชิงพาณาชิย์ได้ชะลอตัวลงสู่ระดับแค่เศษเสี้ยวของเวลาปกติ

ในอีกด้านหนึ่ง การทูตก็อยู่ในสภาพล้มเหลว สืบเนื่องจากเหตุผลเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของจังหวะเวลาไม่ดีเท่านั้น กระทรวงการต่างประเทศของเตหะรานกล่าวอย่างเฉียบขาดว่าไม่มีแผนการใดๆ ที่จะเจรจาต่อรองด้วย และการพูดจากันทางอ้อมหลายๆ รอบที่ผ่านมาก็พังลงก่อนที่จะสามารถผลิตอะไรซี่งคงทนถาวรออกมาได้

ความยากลำบากส่วนหนึ่งมาจากการที่สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดประเด็นของความขัดแย้งเครียดเค้นใหม่ๆ ขึ้นมา ได้รวดเร็วกว่าที่พวกประเด็นเก่าๆ จะสามารถคลี่คลายแก้ไขกันได้ ตัวอย่างเช่น อิหร่านเสนอไอเดียที่จะเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับการใช้ช่องแคบแห่งนี้ –โดยพวกเขาวางกรอบเรียกขานว่าเป็นการตอบแทน “บริการต่างๆ” ที่พวกเขาเอื้อเฟื้อให้ ปรากฎว่าข้อเสนอนี้ได้ถูกปฏิเสธอย่างทันควันจากสหรัฐฯและองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization หรือ IMO) ซึ่งชี้ว่า มันไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ เลยสำหรับการที่ประเทศหนึ่งๆ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการแล่นผ่านช่องแคบระหว่างประเทศ

การพิพาทกันเรื่องค่าธรรมเนียมเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับตัวสงครามเอง กระนั้นมันก็ยังวาดภาพให้เห็นว่า ต่างฝ่ายต่างมีการรียกร้องยื่นข้อเสนอใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเจรจาลดความรุนแรงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งในเวลาที่ทั้งสองฝ่ายอาจอยากให้มันคลี่คลายผ่อนเพลาลงแล้วก็ตามที

เดิมพันคราวนี้มีขอบเขตและผลกระทบที่ลึกซึ้งเกินกว่าแค่คู่กรณีสองฝ่ายที่กำลังสู้รบกันอยู่ ช่องแคบแห่งนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันซึ่งขนส่งทางทะเลราวๆ 1 ใน 5 ของโลก และสำหรับก๊าซ LNG ของโลกก็อยู่ในอัตราส่วนพอๆ กัน อิหร่านได้ประกาศจัดตั้งองค์การช่องแคบฮอร์มุซ (Persian Gulf Strait Authority) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานระดับนานาชาติขึ้นมา ในความพยายามที่จะทำให้เกิดการบริหารจัดการแบบหลายๆ ฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน
(หมายเหตุผู้แปล – จากข้อมูลข่าวสารที่ออกมาชี้ชัดเจนว่า องค์การช่องแคบฮอร์มุซ Persian Gulf Strait Authority ถูกนานาชาติมองว่าเป็นหน่วยงานของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจควบคุมและจัดระเบียบการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการผ่านช่องแคบ และไม่ได้มีลักษณะเป็นหน่วยงานนานาชาติ หรือหน่วยงานพหุภาคี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Persian_Gulf_Strait_Authority)

ขณะที่วอชิงตันใช้วิธีการเรียกร้องอย่างเปิดเผยถึงจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, พวกรัฐยุโรป, และชาติอื่นๆ ให้จัดส่งเรือรบเข้ามาและร่วมกันแบกรับภาระของการทำให้เส้นทางน้ำแคบๆ สายนี้ยังคงสามารถเปิดใช้งานได้ต่อไป ซึ่งนี่เท่ากับเป็นการยอมรับอย่างอ้อมๆ ว่าแสนยานุภาพของอเมริกาเพียงลำพังฝ่ายเดียวไม่เพียงพอที่จะค้ำประกันให้มีการแล่นผ่านฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

เวลานี้ พวกรัฐอ่าวเปอร์เซียอย่างเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) คือผู้ที่กำลังแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรง ไม่ว่าในรูปของเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งถูกโจมตี, ลูกเรือถูกสังหาร, และการพาณิชย์สะดุดติดขัดในน่านน้ำที่พวกเขาไม่ได้ควบคุมและก็ไม่ได้เลือกที่จะเข้าไปร่วมสู้รบด้วย

ภาวะทางตันเช่นนี้จริงๆ แล้วเปิดเผยให้เห็นอะไรบ้าง? มันชี้ว่าการเผชิญหน้ากันที่ฮอร์มุซไม่ใช่เป็นปริศนาซึ่งกำลังรอคอยกุญแจทางการทูตดอกที่ถูกต้องเหมาะสมมาไขเปิดคลี่คลาย แต่มันเป็นความเข้ากันไม่ได้ในระดับโครงสร้างทีเดียว การถล่มของฝ่ายอเมริกันสามารถลงโทษและทำลายขีดความสามารถของอิหร่าน ทว่าไม่สามารถทำให้ฮอร์มุซบังเกิดความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างถาวร ขณะที่การโจมตีของฝ่ายอิหร่านสามารถก่อให้เกิดความสะดุดและการคุกคาม ทว่าไม่สามารถปิดช่องแคบแห่งนี้ตามเงื่อนไขของอิหร่านเอง หรือประคับประคองการรณรงค์ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สร้างตความเสียหายให้แก่ตัวเอง

เมื่อปราศจากการตกลงกันโดยผ่านการเจรจา โดยที่รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายต่างดูเหมือนไม่พร้อมที่จะยอมรับการประนีประนอมนี้อย่างน้อยที่สุดก็ในปัจจุบัน อนาคตอันใกล้นี้จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นแบบเดียวกับสิ่งที่เราได้เห็นมาแล้วในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม กล่าวคือ วัฎจักรของการโจมตี, เหตุการณ์เกี่ยวกับเรือบรรทุกน้ำมัน, การสร่างซาของการสู้รบเป็นช่วงสั้นๆ, และการจราจรในช่องแคบซึ่งดูไม่มีทางที่จะหวนคืนสู่ภาวะปกติ

คำถามใหญ่ที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญอยู่ จริงๆ แล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครจะชนะที่ฮอร์มุซหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่ตลาดพลังงานโลกและพวกชาติเพื่อนบ้านแถบอ่าวเปอร์เซียสามารถที่แบกรับค้าใช้จ่ายต่อไปได้อีกนานแค่ไหน สำหรับการสู้รบซึ่งผู้เกี่ยวข้องหลักๆ ต่างก็ไม่สามารถทำให้มันจบสิ้นลงได้อย่างเด็ดขาด

ลีออน ฮาดาร์ เป็นนักวิเคราะห์กิจการโลก, นักหนังสือพิมพ์, บล็อกเกอร์, และนักเขียน เขาเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของอเมริกันในตะวันออกกลางมาอย่างยาวนาน เขาเป็นอดีตนักวิจัยของสถาบันคาโต (Cato Institute) และอดีตนักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัยนโยบายการต่างประเทศ (Foreign Policy Research Institute) ข้อเขียนของเขาได้รับการตีพิมพ์ใน ดิ อเมริกัน คอนเซอร์เวทีฟ, เนชั่นแนล อินเทอเรสต์, เอเชียไทมส์, เดอะ สเพคเทเทอร์, ควิลเลตต์, และ ไทมส์ ออฟ อิสราเอล รวมทั้งเป็นคอลัมนิสต์ให้แก่ หนังสือพิมพ์ ฮาเรตซ์ ของอิสราเอล และเป็นบล็อกเกอร์ของ ฮัฟฟิงตันโพสต์

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “โกลบอล ซีต์กีสต์” (Global Zeitgeist) บนแพลตฟอร์ม “ซับสแทค” (substack) ของ ลีออน ฮาดาร์