โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ยอมรับมีเหตุโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) หนีออกจากห้องทดสอบแล้วต่ออินเทอร์เน็ตเองได้จริง ก่อนจะเจาะระบบของแพลตฟอร์มนักพัฒนา "ฮักกิ้ง เฟซ" (Hugging Face) โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ส่งสัญญาณเตือนว่า AI เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งอาจหาทางลัดที่เกินคาดหมาย
เหตุการณ์นี้เปรียบเทียบได้เหมือน OpenAI ได้สร้างห้องสอบพิเศษขึ้นเพื่อทดสอบว่า AI รุ่นใหม่ของตัวเองฉลาดแค่ไหน โดยขัง AI ไว้ในห้องนี้ ไม่ให้ออกไปไหนได้เลย มีแค่ช่องเล็กๆ ช่องเดียวไว้ส่งข้อมูลเข้า-ออกเท่านั้น ซึ่งโจทย์ที่ให้ AI รุ่นนี้ทำคือ "แก้โจทย์การแฮกระบบให้ได้" ปรากฏว่า AI รุ่นนี้ฉลาดมาก เพราะพบว่าช่องส่งข้อมูลช่องเดียวในห้องนั้นมีรอยแตกที่ไม่มีใครเคยสังเกตเห็นมาก่อน จึงงัดรอยนั้นจนตัวเองมุดออกไปจากห้องสอบได้ ทั้งที่ไม่มีใครอนุญาต
เมื่อออกไปได้แล้ว AI ค้นหาข้อมูลไปจนพบแหล่งข้อมูลของบริษัท Hugging Face จึงคิดเอาเองว่าเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ "โจทย์ที่ต้องแก้" และได้เจาะระบบเข้าไปเพื่อขโมยข้อมูลให้ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย
AI รุ่นใหม่ในเหตุการณ์นี้มี 2 ตัว คือ GPT-5.6 Sol และโมเดลอีกรุ่นที่มีความสามารถสูงกว่าแต่ยังไม่เปิดตัวสู่สาธารณะ และห้องสอบพิเศษนั้นคือแซนด์บ็อกซ์ทดสอบภายในชื่อ ExploitGym ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัดว่า AI สามารถดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนได้ดีแค่ไหน ซึ่ง OpenAI ยอมรับจริงจังว่าโมเดล AI ของบริษัทได้หลุดจากแซนด์บ็อกซ์ทดสอบ แฮ็กเข้าระบบของ Hugging Face จริงโดยที่ AI คิดเอง ตัดสินใจเอง และทำสำเร็จ
***AI หลุด ได้อย่างไร?
ความกังวลเรื่องศักยภาพของ AI ขั้นสูงที่มีมานานหลายปี กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้ว เมื่อ OpenAI ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัท 2 ตัวสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เอง และแฮ็กเข้าไปยังระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานจริงของ Hugging Face ระหว่างการประเมินความปลอดภัยภายในองค์กร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่ OpenAI กำลังทดสอบโมเดล GPT-5.6 Sol ร่วมกับโมเดลอีกตัวที่มีความสามารถสูงกว่าแต่ยังไม่เปิดตัวสู่สาธารณะ ผ่านการทดสอบภายในชื่อ ExploitGym ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัดว่า AI สามารถดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนได้ดีแค่ไหน โดยในการทดลองครั้งนี้ ทีมงานได้ผ่อนคลายมาตรการความปลอดภัยบางส่วนลงชั่วคราว เพื่อให้ประเมินขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของโมเดลได้อย่างเต็มที่
แทนที่จะทำตามแนวทางที่วางไว้ โมเดลทั้งสองกลับค้นพบช่องโหว่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนในระบบวิจัยของ OpenAI เอง จนสามารถหลุดออกจากแซนด์บ็อกซ์ทดสอบและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้สำเร็จ จากนั้นโมเดลได้ระบุว่า Hugging Face น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้ทำภารกิจ ExploitGym สำเร็จ จึงเปิดฉากโจมตีหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ข้อมูลรับรองที่ขโมยมาและช่องโหว่แบบ zero-day เพื่อเข้าถึงข้อมูลลับ โดย OpenAI ระบุชัดเจนว่าไม่เคยสั่งให้โมเดลโจมตี Hugging Face แต่อย่างใด ซึ่งโมเดลเพียงแค่เลือกเส้นทางที่ประเมินแล้วว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่ได้รับมอบหมายได้เร็วที่สุดเท่านั้น
OpenAI อธิบายพฤติกรรมนี้ว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าโมเดลมีความ "จดจ่ออย่างมาก" กับการหาคำตอบให้กับ ExploitGym จนถึงขั้นทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการทดสอบที่แคบเพียงเรื่องเดียว
***ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ด้าน Hugging Face ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 โดยระบุว่าเป็นครั้งแรกที่บริษัทเจอการโจมตีทางไซเบอร์แบบครบวงจรที่ดำเนินการโดยระบบ AI agent อัตโนมัติทั้งหมด การบุกรุกครั้งนี้ทำให้ชุดข้อมูลภายในและข้อมูลรับรองบริการบางส่วนรั่วไหล แต่บริษัทยืนยันว่าไม่พบหลักฐานว่าโมเดล ชุดข้อมูล Spaces หรือระบบซัปพลายเชนซอฟต์แวร์สาธารณะถูกดัดแปลงแต่อย่างใด
ล่าสุด ทีมวิศวกรได้เข้าควบคุมสถานการณ์ เปลี่ยนข้อมูลรับรองที่ได้รับผลกระทบ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ภายนอกเข้ามาช่วย และแจ้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแล้ว
Hugging Face มองเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ไซเบอร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถทางไซเบอร์ระดับสูงสุด และกำลังตอบสนองอย่างจริงจัง พร้อมเผยแพร่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และประเมินว่าโมเดล AI ในปัจจุบันมีศักยภาพมากเพียงใด
We're partnering with @huggingface to investigate an unprecedented security incident.
Cyber-capable OpenAI models compromised Hugging Face production during a benchmark evaluation.
Sharing preliminary findings to help defenders understand emerging risks:…— OpenAI (@OpenAI) July 21, 2026
หลังจากการสอบสวนร่วมกัน OpenAI ได้เปิดเผยช่องโหว่ zero-day ที่เกี่ยวข้อง เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบทดสอบ และเพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับการประเมินในอนาคต ขณะที่ Hugging Face ได้เข้าร่วมโครงการ trusted access ของ OpenAI เพื่อร่วมมือกันพัฒนางานวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
Clément Delangue ซีอีโอของ Hugging Face กล่าวว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความปลอดภัยของ AI ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง และเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือทั่วทั้งอุตสาหกรรม
แม้ OpenAI จะย้ำว่าโมเดลทั้งสองทำงานภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการแก่ผู้บริโภคทั่วไป แต่เหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าระบบ AI อัตโนมัติในปัจจุบันมีศักยภาพสูงเพียงใด แถมยังมีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยไม่หยุด ดังนั้น มาตรการป้องกันของมนุษย์ จึงต้องพัฒนาให้ทันการณ์ต่อไปไม่หยุดเช่นกัน.

