xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าเกมซ่อนกล ฝังกลบ “แลนด์บริดจ์” ประดิษฐ์ “Missing Links” เสียบแทน เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนป้าย ไส้ในไม่เปลี่ยน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นับเป็นการสับสวิตซ์หน้าฉากเพื่อสร้างความมึนงงให้สังคมไทยอย่างยิ่ง เมื่ออยู่ ๆ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาลั่นวาจา “ไม่มีแล้วคำว่าแลนด์บริดจ์ และจะโละ พ.ร.บ. SEC ทิ้งทั้งหมด!”

คำถามสำคัญ นี่คือการถอยเพื่อรับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนป้ายชื่อ สลายมวลชน แล้วเดินหน้าต่อเต็มสูบในชื่อใหม่

แค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนป้าย ไส้ในไม่เปลี่ยน?


ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 กระทรวงคมนาคมเพิ่งเปิดห้องเจรจาเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ยอมถอยก้าวใหญ่กับกลุ่ม SEC Watch เครือข่ายภาคประชาชนคัดค้านแลนด์บริดจ์ โดยตกลงถอนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ออกจากการเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ด้วยเหตุผลประชาชนมีความกังวลใจเรื่องสิทธิที่ดินและนิเวศสิ่งแวดล้อม

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้ชื่อ “แลนด์บริดจ์” และ “พ.ร.บ. SEC” ในรูปแบบเดิมซึ่งถูกโจมตีและสร้างความกังวลใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนอย่างมาก จึงสั่งเบรกแนวคิดเดิมทั้งหมด แล้วเตรียมปรับทิศทางเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์ท้องถิ่น โดยไม่ต้องยึดติดกับชื่อหรือกรอบ พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิมอีกต่อไป

สาระสำคัญที่ พิพัฒน์ ย้ำสั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์” และ “พ.ร.บ. SEC” เพื่อสร้างความสบายใจให้ทุกฝ่าย แต่การเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล (ระนอง-ชุมพร) ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จำเป็น ซึ่งจะมีการหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อปั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้รูปแบบใหม่ต่อไป

“เรื่อง พ.ร.บ. SEC หรือแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิมนั้น เลิกแล้ว ไม่ทำแล้ว... ถ้าจะเดินหน้าต่อ ต้องถอยกลับมานับหนึ่งใหม่ และรอผลสรุปที่ชัดเจนจากคณะกรรมการชุดที่มีท่านเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นประธานก่อนว่าจะออกมาในรูปแบบไหน” พิพัฒน์ ว่าไว้อย่างนั้น

การทำทีตีธงถอยแต่ความจริงคือยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อของรัฐบาล ฉายชัดในระหว่างที่อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี เดินสายเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านคำแถลงของ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่านายกฯ อนุทิน ปรับแผนสั่งทบทวนแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศ ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) เร่งขุดลอกร่องน้ำลึกท่าเรือระนอง ขยายถนน และลากสายทางรถไฟจากชุมพรลงสู่อันดามันแทน

การเล่นเกมเปลี่ยนป้ายชื่อของรัฐบาลอนุทิน และท่าทีของ พิพัฒน์ ถูกชำแหละโดยประสิทธิ์ชัย หนูนวลแกนนำภาคประชาชนเคลื่อนไหวในพื้นที่ ที่มองทะลุเปลือกวาทกรรมทางการเมืองอย่างแหลมคม เอาไว้ว่า

“ผมอยากให้ทุกคนตั้งสติดีดี เหตุใดพิพัฒน์จึงพูดคำพูดนี้ออกมา เวลาเขาจะทำโครงการใหญ่เชื่อมอันดามันอ่าวไทยเขามักจะตั้งชื่อไว้ ก่อนหน้านี้คนใต้รู้จักในชื่อ ถนนเซ้าเทิร์น คือชื่อการเชื่อมโยงอันดามันอ่าวไทยที่สร้างไม่เสร็จ ท่าเรือยังสร้างไม่ได้

ชื่อที่สองสำหรับโครงการการเชื่อมโยงอันดามันอ่าวไทยคือแลนด์บริดจ์ ซึ่งมี 3 กิจการ คือ ท่าเรือ รถไฟ ทางหลวงพิเศษ ฉะนั้น อย่าไปติดชื่อ แต่ให้ดูที่ตัวโครงการ

พิพัฒน์บอกว่า แลนด์บริดจ์มันหายไปแล้ว ผมเชื่อว่ามันจริง เพราะแลนด์บริดจ์มันเป็นแค่ชื่อ

ภายใต้ชื่อ แลนด์บริดจ์ มีองค์ประกอบ 3 กิจการใหญ่ที่รัฐบาลลงนามกับผู้ชุมนุมให้ยุติการดำเนินการไปแล้ว ส่วนมันจะมีชีวิตอีกครั้งหรือไม่ ให้รอผลของกรรมการ 2 ชุด ซึ่งอย่างน้อยกรรมการชุดแผนใต้ต้องใช้เวลา 2 ปี และผมเชื่อว่า แลนด์บริดจ์มันจะหายไป ฉะนั้นแลนด์บริดจ์เราชนะไปแล้วโดยบันทึกข้อตกลง แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มปั่นอยู่ก็ตาม ตามเขาให้ทันบ้างเถอะครับ

แต่แนวคิดการเชื่อมโยงอันดามันอ่าวไทยยังมีอยู่ ฉะนั้น อนุทินจึงผุดไอเดียว่า ใช้ท่าเรือระนองเดิม ส่วนพิพัฒน์บอกว่าจะต้องหาพื้นที่ใหม่ไม่ใช่เฉพาะระนองเท่านั้น


สิ่งที่เราต้องโฟกัส ไม่ใช่โครงการแลนด์บริดจ์แต่คือ วิธีการเชื่อมโยงอันดามันอ่าวไทย ครั้งใหม่ที่รัฐบาลนี้กำลังพยายาม เขาไปต่อแล้วครับ เขาเพียงทำให้เรามึนอยู่ที่เดิม นี่คือที่มาของคำพูด แลนด์บริดจ์ไม่มีแล้ว”

บ่งบอกชัดเจนว่า ป้ายชื่อถูกปลดทิ้ง แต่ “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “ผลประโยชน์กลุ่มทุน” ไม่เคยถูกพับเก็บ!

“อนุทิน-พิพัฒน์- รมช.คมนาคม” ละครฉากใหญ่ไม่เนียน

การเปิดเกมใหม่ “ลบชื่อเพื่อลดแรงต้าน – ดึงเวลาด้วยการศึกษา – ดันต่อในชื่อใหม่” เพื่อสลายแรงต้านของประชาชน ในขณะที่ยุทธศาสตร์หลักยังคงถูกรักษาเอาไว้ มาพร้อมกับเกมสลับไพ่แบ่งบทกันเล่น ผ่านการแสดงของ อนุทิน ชาญวีรกูล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ และ รมช.คมนาคม ทั้งสองคนที่อาจดูเหมือนจะไปคนละทิศละทาง แต่แท้จริงต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

สำหรับ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการข้ามประเทศจากเมืองจีน ชี้ชัดว่าต้องใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบภูมิรัฐศาสตร์ ดันแผนเชื่อมรถไฟจากเชียงของ (เชียงราย) ทะลุ สปป.ลาว และจีน ส่วนภาคใต้ให้เบนเข็มมาปรับปรุงพัฒนาท่าเรือระนองเดิม เชื่อมราง-ถนนไปชุมพร

ด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ (รมว.คมนาคม) หักแนวคิดนายกฯ กลางวงสื่อว่า ท่าเรือระนองเดิมเปิดมา 20 ปีก็ไม่รอด สภาพกายภาพไม่เหมาะสม พื้นที่หลังท่าก็ไม่มี “ถ้ามีแล้วไม่ดี จะไปลงทุนปรับปรุงให้เจ็บช้ำมากกว่าเดิมทำไม ผ่านมา 20 ปี ยังไม่รอดเลย” พร้อมเปรยว่า ต้องไปหาพื้นที่ลงเสาเข็ม “สร้างท่าเรือแห่งใหม่” ในฝั่งอันดามันแทน

ส่วนสรรเพชญ บุญญามณีรมช.คมนาคม ออกมาขานรับนโยบายอนุทินเต็มสูบ ลงพื้นที่ระนอง ตกปากรับคำจะเร่งประสานกรมเจ้าท่า ขุดลอกร่องน้ำลึก 28 กิโลเมตร ขยายทางหลวงหมายเลข 4 ชุมพร-ระนอง และศึกษาลากรางรถไฟต่อขยายจากสถานีสะพลี (อ.ปะทิว จ.ชุมพร) อีก 110 กิโลเมตร มุ่งตรงสู่ท่าเรือระนอง

เมื่อผู้สื่อข่าวจี้ถามพิพัฒน์ถึงกรณีที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม อีกคนที่บอกว่าไม่ได้ล้มโครงการ แค่ชะลอไว้ 1 ปี พิพัฒน์ถึงกับหลุดปากสวนกลับว่า “ผมไม่ทราบครับ ท่านสิริพงศ์ให้สัมภาษณ์ไป ผมจะไปถามท่านว่า ข้อมูล 1 ปี เอามาจากไหน!”

นี่คือกลยุทธ์สลับไพ่แบ่งบทกันเล่น ฝั่งหนึ่งเล่นบทถอยสลายมวลชน อีกฝั่งเล่นบทเดินหน้าต่อ โดยมีเป้าประสงค์ร่วมกันคือ “การซอยย่อยโครงการ” จากเมกะโปรเจกต์ม้วนเดียวจบก้อนโต 1 ล้านล้านบาท ที่ต้องผ่านกระบวนการ EHIA และแรงต้านประชาชนอย่างหนัก มาเป็นการซอยงบประมาณผูกพันรายปีขุดร่องน้ำ ทำถนน ขยายรางรถไฟ เพื่อลอยตัวเหนือการตรวจสอบ

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ไม่ใช่การยกเลิกการพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ แต่เป็น การรีเซ็ต วิธีการนำเสนอ คำพูดที่ไม่ตรงกันก็เพื่อทำให้สังคมมึนงงและลดกระแสรวมตัวคัดค้านของคนในพื้นที่ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายกำลังซุ่มออกแบบ “โครงการเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลฉบับปรับปรุง” ที่ซอยย่อยลงมา เพื่อเตรียมเสนอใหม่อีกครั้งเมื่อผลศึกษาชุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เสร็จสิ้นลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลอนุทิน จะอยู่ถึงวันนั้นไหม?

เมื่อรัฐบาลเล่นกลให้สังคมมึนงง จึงต้องขมวดปมสรุป 5 ประเด็นที่ต้องจับตาเมื่อแลนด์บริดจ์ เปลี่ยนชื่อ นั่นคือ

1.หมุดหมายใหม่ ไม่ทำที่เดิม "ชุมพร-ระนอง" แต่จะแอบไปขยายท่าเรือระนองเดิม หรือย้ายไปลงเสาเข็มที่จังหวัดอื่นในภาคใต้แทนหรือไม่

2.การซอยโครงการ ถอดแพ็กเกจใหญ่ออกเป็นชิ้นย่อย แยกสร้างราง ขยายถนน ทำท่าเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำรายงาน EHIA เต็มรูปแบบ และลดแรงต้าน

3.ผลศึกษาชุด "เอกนิติ" จับตาดูว่าผลสรุปจะถูกใช้เป็น "ตรายาง" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้โมเดลเชื่อมโยงแบบใหม่หรือไม่

4.กฎหมายยัดไส้ แม้ไม่มี พ.ร.บ. SEC แต่ต้องดูว่าสิทธิประโยชน์ทุนใหญ่ เช่น เช่าที่ดินยาว/เว้นภาษี จะถูกซ่อนไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือบอร์ด BOI แทนหรือไม่
5.การเบียดบังเศรษฐกิจสีเขียว โครงสร้างขนส่งใหม่จะไปกระทบฐานทรัพยากรการท่องเที่ยว วิถีชุมชน และเกณฑ์ความยั่งยืนเดิมของภาคใต้มากน้อยเพียงใด

“คณะกรรมการศึกษาฯ” ตรายางซื้อเวลา

สิ่งที่น่าอเนจอนาถที่สุดในสมการนี้ คือชะตากรรมของ “คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการฯ” ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน

รัฐบาลอวดอ้างอย่างภาคภูมิใจว่า ได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาเชิงลึกถึง 3 ชุด ทั้งด้านเทคนิคเศรษฐศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการรับฟังมวลชน โดยกรอบการทำงานต้องใช้เวลาประเมินความคุ้มค่า 90 วัน ถึง 1 ปี

ทว่า ในความเป็นจริง คณะกรรมการชุด ดร.เอกนิติ กลับถูกลดทอนศักดิ์ศรีเป็นเพียง “ตรายางซื้อเวลา”! เพราะในขณะที่คณะกรรมการฯ ยังไม่ทันได้รวบรวมข้อมูล ลงพื้นที่ แต่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กลับ “ชิงปักธงนำ” ประดิษฐ์คำว่า Missing Links และชี้นำสังคมไปแล้วว่าจะพัฒนาท่าเรือระนองเชื่อมชุมพร ส่วน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็ชิงออกตัวว่าพื้นที่ระนองเดิมใช้ไม่ได้ ต้องหาที่ตั้งท่าเรือใหม่

คำถามแทงใจไปยังทำเนียบรัฐบาลคือ ในเมื่อผู้นำรัฐบาลเคาะทิศทางและประดิษฐ์วาทกรรมใหม่ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว จะตั้งคณะกรรมการศึกษาฯ ขึ้นมาให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน สิ้นเปลืองเวลา และสิ้นเปลืองบุคลากรไปทำไม?

พฤติกรรมรอผลศึกษาของคณะกรรมการ แต่ชิงชี้ใช้นโยบายตามใจตนของนายกฯ สะท้อนถึง ภาวะวิกฤตธรรมาภิบาลของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่มองกลไกคณะกรรมการศึกษาฯและกระบวนการรับฟังประชาชนเป็นเพียง “เครื่องมือซื้อเวลา” เพื่อสลายมวลชนหน้างานเท่านั้น

วาทกรรมนำการเมือง ความน่าเชื่อถือไม่หลงเหลือ

หากวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศของพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ จะพบเทคนิค “เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนป้าย” ที่นำมาใช้ซ้ำ

เมื่อชื่อ “แลนด์บริดจ์” และ “พ.ร.บ. SEC” เน่า กลายเป็นตำบลกระสุนตกที่ชี้ให้เห็นการเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ ทั้งการเวนคืนที่ดิน การยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อม และการให้เช่าที่ดินระยะยาว รัฐบาลก็แค่ออกมาประกาศ “ยกเลิกชื่อ” เพื่อสลายพลังต้านของประชาชน แล้วหันไปใช้คำว่า “Missing Links” ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้แทน ซึ่งการบริหารประเทศด้วยวาทกรรมนำการเมืองเช่นนี้ กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงใน 3 มิติ

หนึ่ง วิกฤตความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ การที่ผู้นำระดับประเทศบินไปโรดโชว์ขายฝันแลนด์บริดจ์ทั่วโลก แล้ววันหนึ่งกลับมาประกาศพับโครงการ ลบชื่อทิ้ง ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า นโยบายโครงสร้างพื้นฐานของไทยขาดเสถียรภาพ เปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ทางการเมือง

สอง วิกฤตความไว้วางใจของประชาชนภาคใต้ คนในพื้นที่ตระหนักดีว่า การถอยของรัฐบาลไม่ใช่การเคารพฐานทรัพยากรธรรมชาติ แต่มันคือการ “ย้ายพิกัดความขัดแย้ง”จากระนอง-ชุมพร ไปสู่จุดลงเสาเข็มใหม่ ซึ่งยังคงคุกคามนิเวศชายฝั่ง วิถีประมง และฐานการท่องเที่ยวสีเขียวเช่นเดิม

สาม วิกฤตเสถียรภาพการเมืองของภูมิใจไทย การเล่นละครสลับไพ่ระหว่างนายกฯ กับรัฐมนตรีคมนาคม เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ กำลังเปลือยให้เห็นถึง "ลิงก์ที่ขาดหายไปจริงๆ" ในรัฐบาลชุดนี้ นั่นคือ ความจริงใจต่อประชาชน ความเคารพต่อกระบวนการศึกษาโครงการ และคำพูดของผู้นำที่เชื่อถือได้ยาก

วาทกรรม “Missing Links” อาจช่วยหาทางลงได้ในระยะสั้น แต่การประดิษฐ์คำมาหลอกลวงสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำว่าเวลาของรัฐบาลภูมิใจไทยกำลังติดสปีดนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว.


ไทม์ไลน์ ลำดับเหตุการณ์เรื่องแลนด์บริดจ์

4 - 5 พฤษภาคม 2569 เบรกทัวร์แลนด์บริดจ์ & ตั้งคณะกรรมการชุดเอกนิติ

นายกรัฐมนตรี มอบหมาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นำทีมศึกษาทบทวนโครงการใหม่ทั้งหมดในเวลา 90 วัน

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ประกาศยกเลิกคณะลงพื้นที่ชุมพร-ระนองที่เดิมมีกำหนดลง 8 พ.ค. 2569 เพื่อรอผลศึกษาจากชุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก่อน

30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2569 เจรจาม็อบคัดค้าน & ถอย พ.ร.บ. SEC
กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน (SEC Watch) ปักหลักชุมนุมคัดค้าน

พิพัฒน์ เปิดห้องเจรจาและให้คำมั่นว่าจะ ไม่เสนอ ร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. จนกว่า คกก. ชุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะศึกษาเสร็จสิ้น

20 – 22 กรกฎาคม 2569 ประกาศสั่งพับ “แลนด์บริดจ์ - พ.ร.บ. SEC”
พิพัฒน์ แถลงจุดยืนลบชื่อ “แลนด์บริดจ์” และยกเลิกโครงสร้าง “พ.ร.บ. SEC” เดิมทั้งหมด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งทบทวนแลนด์บริดจ์ และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ลงมือทำได้ทันที

เตรียมตั้งหลักหารือนายกรัฐมนตรีเพื่อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ฉบับใหม่ โดยนำผลสรุปจากคณะกรรมการฯ ชุด เอกนิติ และสภาพัฒน์ มาใช้เป็นฐานรองรับต่อไปประเด็นโครงการ “แลนด์บริดจ์” และ ร่าง พ.ร.บ. SEC จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางของอภิมหาโปรเจกต์นี้.