xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ “ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทยได้ประโยชน์อะไร? สูบน้ำ สูบไฟ ทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชนป่นปี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีการใช้น้ำจำนวนมากสำหรับการระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์
การโหมประโคมใหญ่โตถึงความสำเร็จของรัฐบาลในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศหลายแสนล้านบาทจากบรรดาบิ๊กเทคโลก ทั้งAmazon Web Services (AWS), Google, Microsoftไปจนถึงกลุ่มทุนร่วมข้ามชาติ ที่ต่างยกทัพเข้ามาปักหมุดสร้าง “ศูนย์ข้อมูล” หรือ Data Centerในประเทศไทย ถูกวาดให้เคลิบเคลิ้มว่านี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะนำพาไทยทะยานสู่การเป็น “ฮับดิจิทัล” ของอาเซียน

แต่ในโลกความเป็นจริง... ตัวเลขแสนล้านนั้นเป็นเพียง “ภาพลวงตา”!

ความจริงอันน่าตระหนกที่ซ่อนอยู่คือ ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งจากการที่ทุนข้ามชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำดิบในราคาถูก แถมได้โปรโมชั่นยกเว้นภาษียาวนาน ขณะที่ผลประโยชน์ตกถึงมือคนไทยระดับฐานรากแทบเป็น "ศูนย์"

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ต้นทุนแฝงมหาศาลกำลังถูกยัดไส้กลับมาในบิลค่าไฟฟ้า (Ft) ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจ่าย ยังไม่นับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชน โดยจุดเปราะบางที่สุดคือ โรงพยาบาล ซึ่ง กรณี รพ.พระรามเก้า เป็นเพียงปัญหายอดภูเขาน้ำแข็ง ยังมีอีกหลายแห่งที่กำลังเริ่มก่อวิกฤต

ชำแหละตัวเลขแสนล้าน เงินไหลไปไหน... ใครได้ประโยชน์?

คำคุยเขื่องเรื่องเม็ดเงินลงทุนสะสมที่ทะลุหลักแสนล้านบาทในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2023–2026) หากชำแหละลึกลงไปจะพบว่าเป็นเพียงกลลวง หากพิจารณาจากงานศึกษาวิจัยเชิงนโยบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)โดยดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชและดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูลระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center นั้นประมาณ 80–90% ถูกโอนกลับไปหาซัพพลายเออร์เทคโนโลยีต่างชาติ

เงินแสนล้านถูกนำไปใช้ซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์, ชิปประมวลผล AI ขั้นสูง (เช่น Nvidia, AMD), สถาปัตยกรรมระบบ และซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์จากสหรัฐอเมริกาหรือจีน เม็ดเงินที่ตกมาถึงห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย มีเพียงค่ารับเหมาก่อสร้างอาคาร, ค่าเช่าที่ดิน และการจัดซื้ออุปกรณ์ระบบไฟฟ้าพื้นฐานในช่วง 1–2 ปีแรกเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาในมิติการจ้างงานData Center ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท เมื่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ กลับใช้แรงงานประจำในการดูแลรักษาระบบเพียง20 ถึง 100 คนต่อแห่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบอัตโนมัติ และการควบคุมระยะไกล

หากถามย้ำอีกครั้งว่า ประเทศไทยได้อะไรตอบแทน? คำตอบชัด ๆ คือ ได้ตำแหน่งงานคนเฝ้าตึกไม่กี่สิบคนหรืออย่างมากสุดไม่เกินร้อยคนเท่านั้น

ดังนั้น การแจกสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเภท 7.28 ที่โปรโมชั่นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 8 ถึง 13 ปีแบบไม่จำกัดวงเงิน พร้อมยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและเซิร์ฟเวอร์ เท่ากับว่ารัฐบาลไทยยอมสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งงานนับสิบนับร้อย คุ้มกันไหม?

สมรภูมิแย่งชิงทรัพยากร "ไฟสะอาด & น้ำดิบ"

Data Center ไม่ใช่โรงงานผลิตสินค้าธรรมดาแต่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล ทว่ามากกว่านั้น มันคือ “สัตว์ประหลาดกินไฟ” ที่ต้องสูบไฟฟ้าและน้ำดิบเพื่อระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีคำว่าหยุดพัก ยกตัวอย่าง Data Center 1 แห่ง (50-100 MW) ใช้ไฟเท่ากับบ้านเรือนหลายแสนหลังคาเรือน และสูบน้ำหล่อเย็นวันละหลายล้านลิตร

การมาของกลุ่มทุน Big Tech ยังมีเงื่อนไขการลงทุนเข้มงวดว่าจะต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100)ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องกลไกDirect PPAหรือการซื้อไฟสะอาดตรงจากผู้ผลิต และ Utility Green Tariff (UGT)

จากเงื่อนไขดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างคือพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์/ลม ในระบบของไทยที่มีอยู่อย่างจำกัด กำลังถูกทุน Data Center กวาดซื้อไปจนหมดส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาคการผลิตและภาคการส่งออกหลักของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยาง ที่กำลังต้องการไฟสะอาดไปใช้อ้างอิงเพื่อลดคาร์บอนตามมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ภาคส่งออกไทยสู้คู่แข่งขันได้ยากเพราะหาซื้อไฟสะอาดไม่ได้ ในขณะที่ไฟสีเขียวราคาถูก ถูกยกประเคนให้ Data Center ต่างชาติ

นอกจากนั้นแล้ว การลงทุนดาต้า เซนเตอร์ ยังก่อให้เกิดวิกฤตแย่งชิงน้ำดิบในพื้นที่ EEC อย่างน่าวิตกเนื่องจากในเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทย ระบบระบายความร้อนที่นิยมใช้คือระบบระเหยน้ำ ซึ่งต้องใช้น้ำดิบปริมาณมหาศาลหลายล้านลิตรต่อวัน การที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีไปปักหมุดกระจุกตัวในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในพื้นที่ชลบุรี และ ระยองทั้ง AWS, Google, CtrlS, GDS ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก กำลังกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในพื้นที่ โดยน้ำดิบในอ่างเก็บน้ำหลัก ทั้งอ่างเก็บน้ำดอกกราย, หนองปลาไหล กำลังถูกดึงไปป้อนระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ จนเสี่ยงแย่งน้ำดิบของภาคการเกษตรสวนผลไม้และน้ำประปาอุปโภคบริโภคของชุมชนท้องถิ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้

กลไกยัดไส้ค่าเอฟที ผลักภาระให้คนไทยแบกรับ

ประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนไทยถ้วนหน้า คือ “ภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)”ที่กำลังถูกส่งผ่านเข้ามาในบิลค่าไฟบ้านเรือนอย่างแยบยล ผ่าน 3 กลไก

หนึ่ง การพึ่งพา Spot LNG ราคาแพงโดย Data Center ต้องการไฟฟ้าฐาน ตลอด 24 ชม. เมื่อความต้องการไฟในระบบพุ่งสูงขึ้น ก๊าซธรรมชาติราคาถูกในอ่าวไทยไม่พอผลิต รัฐต้องสั่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลก (Spot LNG) ซึ่งมีราคาแพงและผันผวน ต้นทุนนี้จะถูกนำไปถั่วเฉลี่ยในราคาเนื้อก๊าซรวมของประเทศ (Pool Gas) ดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศแพงขึ้น

สอง ภาระค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP)การที่ กฟผ. ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และขยายสายส่งแรงดันสูงเพื่อรองรับไฟฟ้าให้มีความเสถียรของ Data Center รัฐต้องเซ็นสัญญาซื้อไฟระยะยาวกับโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีความพร้อมจ่าย หรือ "ค่า AP"หากในอนาคต เกิดภาวะฟองสบู่ Data Center ชะลอตัว หนี้ค่า AP สัญญาทาสเหล่านี้ จะถูกนำมาคำนวณเฉลี่ยลงในสูตรค่า Ft ให้คนไทยร่วมจ่ายไปอีกหลายสิบปี

สาม ต้นทุนการรักษาเสถียรภาพสายส่งเมื่อ Data Center ระดับ Tier 3/4 ยอมให้ไฟตกไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที ต้นทุนในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหมุนเวียนสำรองเพื่อพยุงแรงดันไฟ หากไม่มีการคิดค่าบริการนี้แยกต่างหาก ต้นทุนทั้งหมดจะถูกมวลรวมเป็น "ต้นทุนระบบ" ที่ประชาชนคนไทยร่วมกันจ่ายผ่านค่าไฟฐานและค่า Ft

เตือนภัย 4 โซน "สุ่มเสี่ยง" ประชิด รพ. และชุมชน

ความไร้ทิศทางของนโยบายรัฐ สะท้อนผ่านการปล่อยให้เกิดการปักหมุด Data Center ในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศจากช่องโหว่ทางกฎหมายระดับวิกฤต โดยData Center ไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีอุตสาหกรรมที่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ผู้พัฒนาเพียงยื่นขออนุญาตเป็"อาคารพาณิชย์ หรือ โกดังสินค้า"ก็สามารถตอกเสาเข็มได้ทันทีโดยไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงชุมชน

หากแกะรอยจากการให้บีโอไอโครงการลงทุนดาต้า เซนเตอร์ ทั้งต่างประเทศและไทย จะเห็นความสุ่มเสี่ยงที่อยู่เบื้องหน้าใน 4 โซนสำคัญ ประกอบด้วย

1) ย่านพระราม 9 ซอย 6 เคสระทึกประชิด รพ.พระราม 9

รายงานสืบสวนสอบสวนจากสื่อมวลชนตีแผ่ข้อร้องเรียนของบุคลากรทางการแพทย์และชุมชน กรณีการก่อสร้างEDGNEX Data Center (BKK01ขนาดกำลังไฟ 20 MW บนเนื้อที่ 19,000 ตร.ม. ซึ่งตั้งประชิดติดกำแพงโรงพยาบาลพระราม 9

จุดนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากการดึงไฟ 20 MW สม่ำเสมอ เสี่ยงเกิดแรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะ (Voltage Sag)ซึ่งกระทบต่อเครื่องมือแพทย์วิกฤต เช่น เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องฟอกไต รวมถึงการดึงน้ำประปาสาธารณะไปใช้หล่อเย็นจนเสี่ยงกระทบแรงดันน้ำในงานซักนึ่งฆ่าเชื้ออุปกรณ์แพทย์

2) ย่านแจ้งวัฒนะ – พงษ์เพชร ภัยเงียบต่อ "ศูนย์การแพทย์รักษาโรคมะเร็ง"

ย่านแจ้งวัฒนะ ถือเป็นจุดรวม Data Center และ Telecom Nodes โดยมีทั้ง NT, True IDC, INET ที่ลงทุนในย่านนี้

การตั้งดาต้า เซนเตอร์ ประชิดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (ศูนย์การแพทย์ภัทรมหาราชการุณย์)ซึ่งมีเครื่องมือแพทย์ความละเอียดสูงระดับนาโน เช่นเครื่องอนุภาคโปรตอนรักษาโรคมะเร็ง (Proton Therapy) และเครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาคหากเกิดภาวะไฟกระตุกชั่วเสี้ยววินาทีจากการดึงไฟของ Data Center ระบบความปลอดภัยของเครื่องฉายรังสีจะตัดการทำงานทันที ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการรักษาชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมมลพิษทางเสียงและความร้อนจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรอง 24 ชม.

3) ย่านบางพลี สมุทรปราการ แทรกตัวกลางหมู่บ้านจัดสรร

ย่านเทพารักษ์–บางพลี เป็นที่ตั้งของโครงการยักษ์ใหญ่ เช่นGSA Data Center(ร่วมทุนระหว่าง GULF, Singtel, AIS) ขนาด 20 MW และ STT GDC

ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่มีตัวตึกทรงกล่องคอนกรีตทึบผุดขึ้นแทรกตัวท่ามกลางโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับกลาง-บน และโรงเรียนนานาชาติมีการดึงน้ำประปานครหลวง (กปน.) ไปใช้หล่อเย็นวันละหลายหมื่นลิตร จนส่งผลให้แรงดันน้ำประปาที่จ่ายเข้าบ้านเรือนรอบข้างตกต่ำลงรวมถึงการเดินสายไฟแรงสูงตัดผ่านย่านชุมชนโดยไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น

4) โซนนิคมอุตสาหกรรม EEC (ชลบุรี–ระยอง) ระเบิดศึกแย่งน้ำดิบสวนผลไม้

พื้นที่ปักหมุดหลักของ Hyperscalers ระดับโลก อาทิ AWS, Google, CtrlS, GDS

ความเสี่ยงData Center ใน EEC คือสูบน้ำดิบหล่อเย็นวันละหลายล้านลิตร ในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักในระยองและชลบุรีมีน้ำจำกัด การผันน้ำไปป้อนเซิร์ฟเวอร์เสี่ยงสร้างศึกแย่งชิงน้ำดิบกับเกษตรกรสวนทุเรียนและสวนผลไม้ในพื้นที่ ขณะเดียวกันการกวาดซื้อสัญญาไฟสีเขียว (RE100) ตัดหน้า ทำให้โรงงานส่งออกไทยใน EEC หาซื้อไฟสะอาดไปลดคาร์บอนตามมาตรการ CBAM ยุโรปไม่ได้

ถอดบทเรียนสิงคโปร์-มาเลเซีย ทำไมถึงกล้าคุมเข้ม?

หากเปรียบเทียบนโยบายกำกับดูแล Data Center ของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียต่างก้าวผ่านจุด"เหยื่อตกทอง "มาแล้ว และหันมาใช้นโยบายควบคุมเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรในประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายอ้าแขนรับอย่างไร้เงื่อนไข

กล่าวสำหรับสิงคโปร์ นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ส่งสัญญาณ "เบรก" การอนุมัติ Data Center ใหม่เป็นเวลาหลายปี เพื่อทบทวนผลกระทบทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะกลับมาเปิดรับอีกครั้งภายใต้กรอบนโยบาย Green Data Centre Roadmapที่มีความเข้มงวดสูงที่สุดในอาเซียน

เหตุผลที่สิงคโปร์กล้าคุมเข้ม เป็นเพราะตระหนักดีว่าประเทศมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน จึงเลือกประเมินความคุ้มค่าจาก"มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยพลังงาน"มากกว่าการมองแค่ตัวเลขเงินลงทุนรวม

สิงคโปร์บังคับให้ Data Center ใหม่ต้องมีค่าประสิทธิภาพพลังงานPUE ไม่เกิน 1.3และต้องใช้ระบบหล่อเย็นนวัตกรรมสูง เช่นLiquid Coolingหรือเทคโนโลยีที่ไม่เบียดแย่งทรัพยากรน้ำดิบ พร้อมทั้งบังคับให้ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ 100%

ที่สำคัญคือสิงคโปร์ไม่ได้แข่งขันด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลยาวนานแต่คัดเฉพาะงานประมวลผลคุณค่าสูง เช่นAI Infrastructure และ Regional Cloud Hubที่นำไปสู่การสร้างงานทักษะสูงจริงในประเทศเท่านั้น

ส่วนมาเลเซียในอดีตเคยเป็นประเทศที่อ้าแขนรับการขยายตัวของ Data Center ที่ล้นมาจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่เมื่อเม็ดเงินลงทุนเริ่มเข้ามากระทบกับโครงสร้างพื้นฐานจริง มาเลเซียกลับเลือกปรับนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

รัฐบาลมาเลเซียและภาคประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อผลตอบแทนเชิงสังคม พร้อมทั้งออกมาตรการจัดระเบียบผ่านกรอบDESACและเริ่มบังคับใช้มาตรการเข้มงวดในรัฐยะโฮร์ โดยสั่งแบนโครงการ Data Center ระดับ Tier 1 และ Tier 2 ที่ใช้เทคโนโลยีเก่า กินไฟสูง และใช้น้ำระบายความร้อนปริมาณมหาศาลรวมถึงพิจารณาการชะลออนุมัติโครงการใหม่ หากผู้ประกอบการไม่สามารถยืนยันแหล่งพลังงานหมุนเวียนและการจัดหาน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

นอกจากนี้ มาเลเซียยังปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Centerให้จ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง โดยไม่นำต้นทุนสายส่งมาหารถั่วเฉลี่ยกับบิลค่าไฟของบ้านเรือนประชาชน

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะพบความขัดแย้งเชิงนโยบายอย่างน่ากังวล เพราะในขณะที่เพื่อนบ้านเริ่มยกระดับมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม ไทยกลับยังคงเปิดประตูต้อนรับ ด้วยการประเคนสิทธิประโยชน์ทางการคลังผ่าน BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8–13 ปี และยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร

จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของไทยคือ"สุญญากาศทางกฎหมาย"เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการบังคับทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับ Data Center และ ไม่มีการจัดผังเมืองเฉพาะ (Data Center Zoning)ส่งผลให้ทุนข้ามชาติสามารถเลือกปักหมุดโครงการประชิดเขตชุมชนและโรงพยาบาลได้ตามใจชอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังไม่มีกลไกจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทรัพยากรที่สะท้อนต้นทุนจริง ส่งผลให้ต้นทุนจากการนำเข้าก๊าซ Spot LNG ราคาแพง และค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าใหม่ เสี่ยงที่จะถูกส่งผ่านเข้าสูตรคำนวณค่า Ft ถั่วเฉลี่ยให้ประชาชนคนไทยเป็นผู้ร่วมแบกรับภาระแทนทุนข้ามชาติ

หยุด "หลงตัวเลข" ก่อนคนไทยจ่ายค่าไฟแพงลิ่ว

ผลศึกษาจาก TDRI และเสียงสะท้อนจากสังคมต่อกรณี Data Center พระราม 9, แจ้งวัฒนะ, บางพลี และ EEC คือสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายว่าประเทศไทยกำลังได้ไม่คุ้มเสียหากรัฐบาลไม่เอาแต่หลงเม็ดเงินลงทุนแสนล้าน โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางพลังงาน สาธารณูปโภค และความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องผ่าตัดใหญ่เร่งด่วน 4 ด้าน

แรกสุด คือ เร่งแก้ประกาศกระทรวงทรัพยากรฯบังคับให้โครงการ Data Center ที่มีกำลังไฟเกิน 10 MW ขึ้นไป ต้องจัดทำรายงาน EIA และเปิดรับฟังความคิดเห็นของชุมชน (Public Hearing) ก่อนอนุญาตก่อสร้างทุกกรณี

สอง จัดทำ Digital Infrastructure Zoningตีกรอบพื้นที่เฉพาะสำหรับ Data Center ให้อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบไฟ-น้ำแยกเด็ดขาด ห้ามตั้งประชิดสถานพยาบาล หรือเขตชุมชนอยู่อาศัยหนาแน่นโดยเด็ดขาด

สาม รื้อเงื่อนไข BOI บังคับ Local Contentเลิกแจกภาษีฟรี แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ Data Center ต้องจัดซื้อสินค้า/บริการในประเทศ และต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ AI/Cloud ให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

สี่ คิดค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริงโดยแยกบัญชีค่าไฟของ Data Center ออกจากบิลค่าไฟประชาชนอย่างเด็ดขาด บังคับเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง และค่าความมั่นคงระบบให้ครอบคลุม 100% โดยไม่ส่งผ่านภาระเข้าสู่ค่า Ft ของบ้านเรือน

หากรัฐบาลยังดึงทุน Data Center แบบไร้สติ ไร้กติกาคุมเข้ม และขายฝัน “ฮับดิจิทัลแห่งอาเซียน” โดยยังไม่เร่งออกกฎหมายบังคับทำ EIA, จัดทำ Data Center Zoning และ คิดค่าไฟ-ค่าน้ำในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงเมื่อนั้น ประเทศไทยจะต้องสูญเสียทั้งการรักษาพยาบาลที่สุ่มเสี่ยง ค่าไฟที่แพง แรงดันน้ำประปาคนเมืองลด และน้ำดิบภาคการเกษตรขาดแคลน เพื่อประเคนให้ทุนข้ามชาติ โดยไร้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจฐานราก.