วิจารณ์แซ่ด! ไทยพีบีเอสดันทุรังดึง “ก่อเขต” ที่เกษียณไปแล้วแบบมีมลทินมัวหมองกลับมาเป็นโค้ชและฝึกอบรมด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง อ้างยกระดับงานข่าว ฟันเหนาะๆ 6 งวด เป็นเงินรวม 600,000 ทั้งๆ ที่ถูกใบปลิวร้องเรียน ป.ป.ช.ให้สอบทุจริต แถมโดน สตง.ตั้งทีมเฉพาะกิจสอบผู้บริหารกราวรูดปมได้เงินค่ารถเหมาจ่ายเป็นรายเดือนแต่ยังมาใช้รถส่วนกลางกันอย่างต่อเนื่อง
จ้าง“ก่อเขต”เป็นโค้ช - ฝึกอบรมด้านข่าว
ค่าจ้าง 600,000 - 6 งวดๆ ละแสน
วันนี้ (24 ก.ค. 2569) ข่าวจากองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาเว็บไซต์ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง ไทยพีบีเอสได้เผยแพร่ “ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างโค้ชและฝึกอบรม เพื่อยกระดับงานข่าว ปี 2569 ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง” เมื่อกดเข้าไปดูรายละเอียดพบว่า ในประกาศดังกล่าวระบุวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ลงนามโดยนายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านเนื้อหา ได้คัดเลือกจ้างให้นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ กลับมาเป็นโค้ชและฝึกอบรมเพื่อยกระดับงานข่าว ปี 2569 โดยวิธีเฉพาะเจาะจงและเสนอราคาจำนวน 6 งวด เวลา 6 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท เท่ากับเดือนละ 100,000 บาท
ข่าวแจ้งว่า หลังจากมีประกาศนี้ออกมา ซึ่งนายก่อเขตเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2569 นายก่อเขตได้กลับเข้ามาที่สำนักข่าว ร่วมประชุมกับทีมข่าวได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเซ็งแซ่ในหมู่พนักงานของสำนักข่าว ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยและดีใจมองว่า ลูกพี่เก่ากลับมาทำงานที่สำนักข่าวอีกครั้ง เป็นการเข้ามาช่วยด้านข่าว เพราะผู้อำนวยการสำนักข่าวคนปัจจุบันคือนายสมเกียรติ จันทสีมา ยังไม่สันทัดจัดเจนในการบริหารงานสำนักข่าว ทั้งเรื่องการบริหารวางแผนข่าว การใช้ทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
วิจารณ์แซ่ด - 600,000 สูงเกินไป
รอผลสอบ สตง. กรณีใช้รถหลวง
แต่พนักงานในสำนักข่าวที่ไม่เห็นด้วย มีเหตุผลว่า นายก่อเขตเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวมานานนับตั้งแต่ก่อตั้งไทยพีบีเอส และยังเข้าไปเป็นกรรมการบริหารยุคที่ นางสาววิลาสินี พิพิธุกุล เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ก็ไม่ได้มีผลงานอะไรโดดเด่นเมื่อเทียบกับสื่อเชิงพาณิชย์ทั้งๆที่ใช้งบฯน้อยกว่า บุคลากรข่าวก็น้อยกว่าสำนักข่าว ถ้านายก่อเขตบริหารงานสำนักข่าวได้ดีจริง ก็ควรจะพัฒนาบุคลากรในสำนักข่าวให้มีความสามารถ โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องกลับมาอีก ขณะเดียวกัน การจ้างมาเป็นโค้ชและฝึกอบรมกินเงินค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท จนถึงสิ้นปีจะได้เงินรวม 600,000 บาท เป็นเงินที่สูงเกินไป เป็นการเอาเปรียบองค์การสื่อสาธารณะแห่งเดียวของประเทศไทยที่ใช้จ่ายเงินแผ่นดิน และที่สำคัญ นายก่อเขตและผู้บริหารในไทยพีบีเอสอีกหลายคนกำลังถูก ป.ป.ช. และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเรื่องการใช้รถหลวง
โดยเฉพาะการตรวจสอบของ สตง. เคยมีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่านายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง.ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจชุดใหญ่ระดมเจ้าหน้าที่ฝีมือดีเข้ามาตรวจการใช้เงินหลายเรื่องตามที่มีผู้ร้องเรียน หนึ่งในนั้นคือ การใช้รถส่วนกลางอย่างไม่ถูกต้องของนายก่อเขตกรณีได้เงินค่ารถเหมาจ่ายเดือนละ 27,000 บาทแต่ยังมาใช้รถส่วนกลาง รวมถึงผู้บริหารในไทยพีบีเอสประมาณ 20 กว่าคน ซึ่งทีมเฉพาะกิจ สตง.ได้เดินทางมาที่ไทยพีบีเอส สอบถามผู้เกี่ยวข้องและเก็บหลักฐานการใช้รถส่วนกลางของผู้ที่ได้เงินค่าพาหนะเหมาจ่ายไปแล้วว่ามีใครบ้าง ซึ่งข่าวแจ้งว่า ทีมเฉพาะกิจที่ตรวจสอบเรื่องรถส่วนกลางได้สอบย้อนหลังไป 6 ปี ล่าสุดได้เสนอผลสอบต่อนายมณเฑียรเพื่อพิจารณาดำเนินการแล้ว
"หากผลการตรวจสอบของทีมเฉพาะกิจ สตง.สรุปว่า ผู้ได้เงินค่ารถเหมาจ่ายไปแล้วยังมาใช้รถส่วนกลางอีก เป็นการรับประโยชน์สองทาง เป็นสิ่งไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การใช้รถส่วนกลาง และอาจต้องโดนเรียกเงินคืน และถ้าหาก สตง.เห็นว่าอาจเข้าข่ายทุจริตประพฤติมิชอบ สตง.ก็มีอำนาจในการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. สอบสวนในข้อหาทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้น การที่ผู้บริหารไทยพีบีเอสใช้วิธีเฉพาะเจาะจงจ้างนายก่อเขตกลับเข้ามาทำงานเป็นโค้ชเพื่อยกระดับการทำงานให้สำนักข่าวโดยให้ค่าจ้างค่าตอบแทนสูงผิดปกติ อาจสุ่มเสี่ยงจะต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการดังกล่าว ตอนนี้จึงต้องรอ ผลสอบของ สตง. ที่จะออกมาในเร็ววันนี้" แหล่งข่าวที่เป็นพนักงานไทยพีบีเอสกล่าว
ผอ.วันชัยทั้งดึง - ทั้งอุ้ม “ก่อเขต”
ออกแถลงการณ์ตำหนิสื่อที่ออกข่าว
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีความเป็นมา เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ได้เกิดข่าวอื้อฉาวในองค์การสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส เมื่อมีพนักงานไทยพีบีเอสส่งบัตรสนเท่ห์มาที่กรรมการนโยบายไทยพีบีเอสให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้รถส่วนกลางรับส่งนายก่อเขตและพนักงานระดับบริหาร และส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. ทางกรรมการนโยบายได้ส่งเรื่องให้นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสไปตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่นายวันชัยไม่ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ใช้วิธีสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเองตามอำนาจหน้าที่และสุดท้ายสรุปผลสอบออกมาว่า นายก่อเขตและผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าวฝ่ายบริหารไม่มีความผิดใดๆ
ก่อนหน้านั้นนายวันชัยเสนอต่อกรรมการนโยบายขอแต่งตั้งนายก่อเขต เป็นรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสด้านข่าวซึ่งว่างเว้นคนมาดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่นายวันชัยได้รับการคัดเลือกมาเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 แต่กรรมการนโยบายปัดตกไม่พิจารณาข้อเสนอการแต่งตั้งนายก่อเขต เนื่องจากเห็นว่า นายก่อเขตถูกร้องเรียนเรื่องใช้รถส่วนกลางและมีมูลที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิด
ขณะที่นายวันชัยกลับออกแถลงการณ์ในนามไทยพีบีเอสชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีผู้บริหารถูกกล่าวหาใช้รถหลวงไปงานส่วนตัวโดยตำหนิการเสนอข่าวของสื่อที่ไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการสรุปข้อกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานที่เป็นข้อประจักษ์ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกกล่าวหา ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนต่อองค์กร ถือเป็นการละเมิดหลักความเป็นธรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

