ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ฉาวโฉ่ไม่พัก "สุริยะ" ของแทร่! เกษตรกรผวาจับตาไฟเขียวสัตว์ปีกจากจีนทุบตลาดไทย!
ช่วงนี้ต้องบอกว่า "ลุงยะ" สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขาขึ้นจริงๆ แต่เป็นการเอาขาขึ้นมาก่ายหน้าผาก เพราะกระทรวงเกษตรฯ ที่ลุงดูแล มีแต่ข่าวฉาวโฉ่
เริ่มตั้งแต่เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวง ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่านักการเมืองใหญ่กดดันข้าราชการจะต้องทำตามนโยบาย "สูตรลับ 25%" ทุกงบประมาณ ทุกโครงการจะต้องมีปันส่วนมา 25% ใครที่ไม่สนอง หรือสนองไม่ได้ ก็จะโดนเด้ง
เรียกว่า "เน้นเงิน...ไม่เน้นงาน"
ล่าสุด “สส.ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร” สส.นครนายก และรองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาจี้ ถาม "ลุงยะ" สุริยะ ว่า จะเลือกเกษตรกร หรือเปิดทางให้สัตว์ปีกจีนบุกตลาดไทย เตือนหากไฟเขียวเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไทยทั้งห่วงโซ่ จะต้องรับเคราะห์เสี่ยงพังทั้งห่วงโซ่
โดย “สส.อ๋อง” เรียกร้องให้ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกมาชี้แจงด่วน เนื่องจากได้รับข้อมูลว่า ประเด็นที่สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้แสดงความประสงค์ส่งออกสินค้าเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุก
รวมถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้จากสัตว์ปีก เช่น ตับไก่ และตีนไก่ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างการเดินทางครั้งนี้ด้วย
“สส.ปิยวัฒน์” ทราบมาว่า GACC ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยถึง 2 ครั้ง เพื่อขอให้ฝ่ายไทยแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องสำหรับการส่งออกสินค้าเนื้อสัตว์ปีกของจีนมายังประเทศไทย จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าไทยอาจกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดตลาดนำเข้าสินค้าดังกล่าวหรือไม่
เพราะจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่และอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทย
วันนี้คนไทยและเกษตรกรต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังจะนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากประเทศจีน ใช่หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นการค้าธรรมดา แต่เป็นเรื่องปากท้องของเกษตรกรหลายแสนครัวเรือน
หากรัฐบาลเปิดทางให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากจีนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ของไทย ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการฟาร์ม โรงชำแหละ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด เนื่องจากสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า
อาจกดดันราคาสินค้าในประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยสูญเสียอำนาจการแข่งขันและเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ เพราะฉะนั้น “สุริยะ”ต้องเปิดเผยรายละเอียดของการเจรจาระหว่างไทยกับจีนอย่างโปร่งใส ว่ามีการตกลงหรือให้คำมั่นในเรื่องการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกหรือไม่
รวมถึงจะมีมาตรการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยอย่างไร หากมีการเปิดตลาดจริง
ว่าไปแล้ว "ลุงยะ" ก็ต้องยอมรับว่า ตัวเองผ่านมาโชกโชนกับเรื่องฉาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย ทว่าลอยตัวรอดมาได้ตลอด ลองมาย้อนรอยมหากาพย์ยาวเป็นหางว่าวของลุงแกกันหน่อยเป็นไร
คดีในตำนาน "ซากซีทีเอ็กซ์" ปี 2547-2548 มหากาพย์จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX 9000 สมัยนั่ง รมว.คมนาคม ยุคทักษิณ ชินวัตร ฉาวจนสื่อทำเนียบฯ พร้อมใจมอบฉายาประจำปีให้ว่า 'ซากซีทีเอ็กซ์' จนโดนโยกไปนั่งอุตสาหกรรม สู้คดีกันอยู่นานหลายปี ท้ายที่สุดปี 2555 ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ "ยกฟ้อง" เพราะหลักฐานไม่แน่นพอ!
แอร์พอร์ตลิงค์ 2.5 หมื่นล้าน ปี 2547-2549 ที่ผู้ประมูลงานได้ต่ำกว่าราคากลาง แค่ 10 ล้าน! แถมมีงบค่าธรรมเนียมกู้เงินพิสดาร 1,666 ล้าน ทั้งที่จริงมีแค่ 471 ล้าน โดนสตง. และ ป.ป.ช.
ชำแหละจนอดีตผู้ว่าฯรฟท. โดนคุกไป 6 ปีเต็ม...แต่ตัดภาพมาที่ "ลุงยะ" ป.ป.ช. มีมติ "ยกคำร้อง" เพราะหลักฐานไม่ถึงอีกตามเคย!
ซื้อแอร์บัสทิ้งมรดกหนี้การบินไทย ปี 2546-2547 ซื้อ A340 รวม 10 ลำ ขาดทุนยับเยินหลายหมื่นล้าน
วงในสืบกันให้ควั่ก แต่นักร้องต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน เพราะ ป.ป.ช. ฟันฉับว่า ช่วงนั้น "ลุงยะ" ไม่ได้กำกับดูแลการบินไทยตรงๆ เป็นหน้าที่ รมช. แถมล่าสุด ก.ค. 2566 ป.ป.ช.ชุดใหญ่ก็ "ยกคำร้อง" ปิดเคสไป
กรณี “เหมืองทองอัครา” ยุค สุริยะนั่ง รมว.อุตสาหกรรม โดนร้องเรียนว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ม.157 ไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายทองคำแสนล้าน สดๆ ร้อนๆ เมษายน 2569 ป.ป.ช.ก็มีมติ "ตีตกคำร้อง" ไร้พยานหลักฐานชี้ความผิด!
เรียกว่า รอดเรื่องเก่า แต่เรื่องใหม่มาจ่อคิวไม่หยุด!
ปมเจ็ทหรู 800 ล้าน แจ้งป.ป.ช. แค่ 30 ล้าน งานเข้าเน้นๆ หลังมีข่าวซื้อเครื่องบิน Gulfstream G550 จาก "เบน สมิธ" เครือข่ายเทาข้ามชาติ "ลุงยะ" รีบแจงว่า ซื้อสัดส่วนตัวเองแค่ 30 ล้าน ที่เหลืออีกแปดร้อยกว่าล้าน เป็นของกลุ่มญาติพี่น้อง! “ลุงยะ” ก็พลิ้วไปได้อีก
มาถึงปมเด้งอธิบดีฝนหลวงฯ พฤษภาคม 2569 หลังจาก "ราเชน ศิลปะรายะ" อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ยื่นลาออกประชด ก็มีข่าวลือหึ่งเพราะโดนคนชื่อย่อ "จ" โทรตามขอเค้กซ่อมอากาศยาน พอไม่ได้ ก็กดดันให้ออก
“ลุงยะ” รับหน้าชื่นตาบานว่า “จ. จาน" นั่นหลานผมเอง! แต่นัดแล้วไม่ได้เจอ มันเรื่องเล็ก ย้ายเพราะอยากได้คนทำงานเต็มที่ ไม่เกี่ยวกับหลาน แต่ก็โดนนักร้องทั้ง “เรืองไกร-พี่ศรี” ควงคู่ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช. ตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรง
เห็นประวัติการเอาตัวรอด “ขั้นเทพ”แบบนี้ “กิสเนสบุ๊ก” น่าจะมาลงบันทึกชื่อ "ลุงยะ" ให้รู้แล้วรู้รอดว่าเป็นรัฐมนตรีที่เหนียวและทนทุกสภาพแวดล้อม ยืนระยะยาวนานยิ่งกว่า "หมอคางดำ"
แต่รอบนี้จะผ่านมรสุมกระทรวงเกษตรฯ ไปได้อีกไหม... งานนี้ต้องปูเสื่อรอเผือก กันได้เลย !
++ เปิดตัว “เบอร์1บิ๊กข้าราชการ” ที่นั่งเก้าอี้ยาวๆ “บิ๊กราญ–รพีภัทร์-ปลัดบอย”
ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการโยกย้ายใหญ่ “บิ๊กข้าราชการ” ของหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ แทนเจ้าของตำแหน่งเดิมที่เกษียณอายุราชการ
มีการตั้งข้อสังเกตว่า “เบอร์ 1” ของหลายหน่วยงานมีโอกาสนั่งยาว เพราะมีอายุราชการเหลือคนละหลายปี อย่างเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับจาก “พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา” ผบ.ตร. ครองเก้าอี้ ผบ.ตร. ตั้งเเต่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2563 เวลาในช่วงนั้นถือว่า “บิ๊กแป๊ะ” คือ นายพลตำรวจคนเเรก ที่กุมสภาพเบอร์ 1 ของเเวดวงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ราว 5 ปี
จนทำให้อดีตบิ๊กตำรวจบางนายคิดสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในวงการสีกากี แต่สุดท้ายก็มิอาจทำได้เพราะสารพัดคดีพัวพันในวันนี้
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนต่อมา ไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งเกินสอง ที่นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร สองปี มี “พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” กับ “พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร” ส่วน “พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์” อยู่คนละปี จนมาถึง “พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา” รอง ผบ.ตร. และว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่
หากไม่มีอะไรแปรผัน “บิ๊กราญ” จะครองเก้าอี้ ผบ.ตร. ไปถึง 7 ปี ตั้งเเต่วันที่ 1 ต.ค.2569-30ก.ย.2576 จึงต้องติดตามว่า “บิ๊กราญ” นายตำรวจหนุ่มที่จะขึ้นเเท่นเบอร์ 1
วงการสีกากีจะยกระดับมาตรฐานการทำงานของตำรวจไทย 2 เเสนกว่านาย ให้สังคมเชื่อมั่นได้อย่างไร ในห้วงเวลาที่อยู่ในตำแหน่งของ“บิ๊กราญ”
เช่นกันในปีนี้ รัฐบาลแต่งตั้งปลัดกระทรวงฯ ที่มีอายุราชการเหลืออีก 7 ปี ขึ้นไป มีอยู่สองกระทรวง คือ “นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ขยับเป็น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในวันที่ 1ต.ค.2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 โดยนายรพีภัทร์ จะครองเก้าอี้ ซี11 ได้เจ็ดปี ซึ่งนับว่าเส้นทางซี 11 ของนายรพีภัทร์ ยาวนานในลำดับต้นๆของกระทรวงนี้
ต้องติดตามว่า “นายรพีภัทร์” จะบริหารกระทรวงเกษตรฯ ตามนโยบายรัฐบาล เเนวทางของพรรคต่างๆ ที่คนการเมืองหมายปองเข้าไปบริหารไม่ให้มีกลิ่นตุๆ เกิดชึ้นได้อย่างไร
อีกคนคือ “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการ ศอ.บต. วัย 52 ปี ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ตามมติ ครม. 7 ก.ค. 2569 และโยก “นางพงษ์สวาท นีละโยธิน” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ
การย้ายสลับดอกคราวนี้ นับว่าฮือฮา เพราะ “นายปิยะศิริ” เพิ่งขึ้นมาเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ไม่กี่เดือน มติ ครม.ดังกล่าวก็ประกาศออกมา จนทำให้ “นางพงษ์สวาท”ยื่นใบลาออกทันทีหลังมาเป็นซี11กระทรวงนี้ได้สี่ปี (ย้ายมาจากรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา) และเหลือเวลาอีก 1 ปี จะเกษียณอายุราชการ
ลือกันว่าเหตุที่ “นายปิยะศิริ” ขยับมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมคราวนี้ เพราะปลัดบอยเป็นญาติของอดีตภริยา “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” จนทำให้เส้นทางราชการของ “ปลัดบอย” ก้าวกระโดดเเบบฟาสต์เเทรกในยุคพรรคภูมิใจไทย เรืองอำนาจ และ“นายปิยะศิริ” เหลืออายุราชการอีก 8 ปี
อีกคนที่อยากพูดถึง แม้จะไม่ใช่บิ๊กข้าราชการที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง แต่ได้อยู่ในตำแหน่งเบอร์ 1 เข้าปีที่ 2 ปีมาแล้ว ก็คือ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” หรือ “ปลัดป๊อป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย คู่บารมีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
“อรรษิษฐ์” เกิดวันที่ 16 กรกฎาคม 2514 จะเกษียณอายุราชการในปี 2574 เริ่มดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ตอนนี้จึงเหลืออายุราชการอีก 5 ปี
แต่กระทรวงมหาดไทย กำลังมีสารพัด “เรื่องร้อน” ไม่ว่าจะเป็น เรื่องทุจริตการสอบรรจุ ปัญหานอมินีมาเฟียในจังหวัดท่องเที่ยว เรื่องพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ขายสัญชาติ ขายบัตรประชาชน
ที่สำคัญคือการแบ่งขั้วแบ่งกลุ่ม แย่งชิงกันเป็นใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง สายตรงจากบุรีรัมย์ ก็หมายปองที่จะขึ้น “เบอร์1” กระทรวงคลองหลอดเช่นกัน
จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ติดตามกันยาวๆ ว่า “อรรษิษฐ์” จะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้จนเกษียณอายุราชการหรือไม่ ?!

