xs
xsm
sm
md
lg

ค้านแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หวั่นเปิดช่องให้ “จีนเทา” เข้ามาตั้งฐาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พรรคไทยภักดี” ค้าน แก้“พ.ร.บ.คนเข้าเมือง” ซึ่งให้อำนาจ ครม.กำหนดจำนวนต่างชาติ-คนไร้สัญชาติ ที่เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในไทยเป็นรายปีได้ แบบไม่มีลิมิต จากเดิมที่ให้โควตาต่างด้าวสัญชาติละ 100 คนต่อปี ส่วนคนไร้สัญชาติได้แค่ 50 คนต่อปี หวั่น กระทบความมั่นคง เปิดช่อง“ทุนเทา”เข้ามาหากินในไทย ด้าน“ชวลักษณ์” ชี้ หาก“พรรครักเมียนมา” ขึ้นเป็นรัฐบาล ประเทศไทยอาจเต็มไปด้วยต่างด้าว

นับเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมาก สำหรับการเสนอแก้ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คนเข้าเมือง ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย เมื่อต้นเดือน ก.ค.2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากหลายฝ่ายเกรงว่าอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาและอาจกลายเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอีกด้วย

ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี
ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เสนอแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยเฉพาะมาตรา 40 ซึ่งเดิมระบุว่า รัฐบาลสามารถอนุญาตให้คนต่างด้าวมีถิ่นที่อยู่เป็นรายปีได้ แต่มีเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ คนต่างด้าวแต่ละสัญชาติ ไม่เกิน 100 คนต่อปี และคนไร้สัญชาติ ไม่เกิน 50 คนต่อปี แต่ร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขนั้นให้ยกเลิกเพดานดังกล่าว และให้อำนาจรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดจำนวนคนในแต่ละปีแทน โดยไม่ได้กำหนดจำนวนสูงสุดไว้ในกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้ให้เหตุผลในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน และเพื่อดึงดูดนักลงทุนและแรงงานทักษะสูงเข้ามาในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี การแก้ไข มาตรา 40 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ดังกล่าว มีหลายประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ

ประเด็นที่ 1การยกเลิกเพดานจำนวนคนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่เป็นรายปีและจำนวนคนไร้สัญชาติที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยในแต่ละปี อาจทำให้ฝ่ายบริหารมีดุลพินิจกว้างเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ เรื่องนี้จึงควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภาและควรมีกลไกเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลต่อสาธารณะ

ประเด็นที่ 2 หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนคนต่างด้าวและคนไร้สัญชาติที่มีสิทธิอยู่ในไทยอย่างถูกกฎหมายยังไม่มีความชัดเจน และขาดตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากร่างกฎหมายกำหนดแค่ให้พิจารณาจำนวนผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรโดยคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลักถ้อยทีถ้อยอาศัยในระดับนานาชาติ และความมั่นคงของประเทศ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าในแต่ละปีจะใช้ข้อมูลใดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดจำนวน และจะประเมินได้อย่างไรว่าการเพิ่มจำนวนต่างด้าวและคนไร้สัญชาติที่มีสิทธิอยู่ในไทยดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

ประเด็นที่ 3 การยกเลิกเพดานสำหรับบุคคลไร้สัญชาตินั้นควรมาพร้อมหลักประกันที่ชัดเจน แต่การยกเลิกการกำหนดจำนวนบุคคลไร้สัญชาติที่มีสิทธิอยู่ในไทย 50 คนต่อปีนั้นกลับยังไม่ปรากฏหลักเกณฑ์เฉพาะรองรับ ทั้งที่การพิจารณากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความซับซ้อน เช่น การพิสูจน์อัตลักษณ์ การตรวจสอบเอกสาร ประเทศต้นทาง และประวัติด้านความมั่นคง

“ จริงๆแล้วถ้ารัฐบาลต้องการนักลงทุนหรือแรงงานต่างชาติซึ่งมีทักษะสูงในสายงานที่ประเทศไทยยังขาดแคลน เช่น วิศวกรรมขั้นสูงและออโตเมชั่น , ผู้เชี่ยวชาญในสาขาดิจิทอลและ IT ก็สามารถออกระเบียบหรือกฎหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนและบุคคลากรในสาขาอาชีพดังกล่าวได้ แต่หากในอนาคตเรามีรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคการเมืองที่เน้นแบ่ง 50 50 กับเขมรและทุนสีเทาจีน หรือพรรคการเมืองที่รักพม่ารักโรฮิงญา การแก้กฎหมายในลักษณะนี้จะเป็นช่องโหว่ให้คณะรัฐมนตรีเปิดรับคนต่างด้าวและคนไร้สัญชาติโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆหรือไม่ และจะเปิดช่องให้ NGO กดดันให้รัฐบาลรับคนไร้สัญชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะเคยมีรัฐบาลที่รักเพื่อนบ้านได้ให้สัญญากับ UNHCR ว่าจะแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติให้หมดจากแผ่นดินไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง เรายังมีการสวมสิทธิบัตร 0 กันอยู่ไม่จบไม่สิ้นและมีแรงงานต่างด้าวที่จงใจทำให้ตนเองเป็นคนไร้สัญชาติมากยิ่งขึ้น เพราะหวังว่าตนหรือรุ่นลูกจะได้สัญชาติไทย แม้จะมีการสำรวจคนไร้รัฐไร้สัญชาติไปหลายครั้งแล้วก็ตาม ” โฆษกพรรคไทยภักดี กล่าว


เหมืองขุดคริปโตเถื่อนของกลุ่มจีนเทาที่เจ้าหน้าที่ไทยตรวจยึดได้
ทั้งนี้ ประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกอย่างมากคือการแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยให้ ครม.เป็นผู้พิจารณาว่าจะให้ต่างด้าวแต่ละสัญชาติมีถิ่นที่อยู่ในไทยเป็นรายปีได้จำนวนเท่าไหร่นั้นอาจส่งผลให้กลุ่มจีนเทา ยิวเทา หรือรัสเซียเทา ซึ่งมีทุนทรัพย์หนากว่าคนไทยเข้ามากว้านซื้อที่ดินในรูปแบบบริษัทหรือใช้นอมินีคนไทยเป็นตัวแทนเพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย หรือเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมและฟอกเงินได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่ม"ทุนจีนสีเทา" ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลพบว่ากลุ่มนี้มีเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยถึงปีละ 5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว โดยขบวนการเหล่านี้มักแอบแฝงมาในคราบนักธุรกิจ นักศึกษา หรือใช้นอมินี (Nominee) ถือหุ้น เพื่อลงทุนในธุรกิจสีเทาและตั้งฐานทุจริตข้ามชาติ

สำหรับ รูปแบบของ“ธุรกิจสีเทา” ที่ทุนจีนนิยมเข้ามาตั้งฐานในไทย ได้แก่

- แก๊งคอลเซ็นเตอร์และไฮบริดสแกม กลุ่มนี้เป็นขบวนการหลอกให้รักและโอนเงิน ซึ่งพบผู้เสียหายกว่า 20,000 คน และมีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายเดียวสูงถึงกว่า 55,000 ล้านบาท

- เหมืองขุดคริปโตเถื่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับทุนจีนและการฟอกเงินข้ามชาติ กลุ่มนี้มักมีการลักลอบใช้ไฟฟ้าของหลวง โดยพบว่ามีเงินหมุนเวียนรวมแล้วกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างความเสียหายต่อการไฟฟ้าฯกว่า 1,000 ล้านบาท มักเลือกตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.สมุทรสาคร และปริมณฑล อย่าง นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ

- พนันออนไลน์ โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีเงินหมุนเวียนของเครือข่ายข้ามชาติและเว็บไซต์พนันออนไลน์ในความดูแลของกลุ่มจีนเทา มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มจีนเทาที่เข้ามา“ฟอกเงิน”ผ่านการทำธุรกิจ โดยมักหลบเลี่ยงกฎหมายโดยใช้ "นอมินี"ถือครองธุรกิจแทน และทำธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวทำ เช่น

- ร้านอาหารและสถานบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนจีนด้วยกันแล้ว พนักงานทั้งหมดก็เป็นคนจีน วัตถุดิบต่างๆนำเข้าจากจีน อีกทั้งลูกค้ายังจ่ายค่าอาหารและค่าบริการผ่านแอปจีน เช่น Alipay , WeChat Pay โดยจ่ายเป็นสกุลเงินหยวน ซึ่งแปลว่าไทยไม่ได้อะไรจากธุรกิจเหล่านี้เลย นอกจากเข้ามาใช้ประเทศไทยในการทำมาหากินและฟอกเงินเท่านั้น

- ซื้อคอนโดมิเนียมและที่ดินเพื่อปล่อยเช่า เนื่องจากกฎหมายไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อคอนโดฯในไทยได้ (ในสัดส่วน ชาวต่างชาติรวมกันทุกสัญชาติ ไม่เกิน 49%: ของอาคารชุดนั้นๆ) ส่วนถ้าเป็นการซื้อที่ดินกลุ่มทุนเทาก็จะดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีที่เป็นคนไทย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวจีนในประเทศไทย(ทั้งจีนเทาและไม่เทา) รวม 4,386 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 20,201 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 มียอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวจีนในประเทศไทย(ทั้งจีนเทาและไม่เทา) จำนวน 4,940 หน่วย มูลค่ารวม 18,585 ล้านบาท