xs
xsm
sm
md
lg

ให้ออก จนท.กทม.เอี่ยวพ่อทิพย์ ปกครองพบ 24 กรณีหลักฐานชัด กมธ.จี้ขยายผลเป็นขบวนการข้ามชาติหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้ (23 ก.ค. 2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกรณีการสอบสวนข้อเท็จจริงและมาตรการแก้ไขปัญหาการจดทะเบียนสัญชาติไทยโดยมิชอบ ว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับกรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบกรณีการจดทะเบียนสัญชาติไทยโดยมิชอบ เกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดที่มีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณี “พ่อทิพย์” ที่พบความผิดปกติในการรับแจ้งเกิดและการออกสูติบัตร โดยกรมการปกครองยืนยันพบ 24 กรณี ที่มีหลักฐานชัดเจน เตรียมดำเนินคดี พร้อมเพิกถอนสูติบัตรและสัญชาติไทยที่ได้มาโดยมิชอบ ขณะที่ กทม. ให้ออกจากราชการ เจ้าหน้าที่ 1 รายแล้ว และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทันที
.
พร้อมกันนี้ กทม.เร่งขยายผลตรวจสอบย้อนหลัง โดยเฉพาะกรณีบิดาเป็นคนไทย มารดาเป็นชาวต่างชาติ และกรณีบิดาคนเดียวกันมีบุตรกับหญิงต่างชาติหลายคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยง พร้อมสั่งตรวจสอบการรับแจ้งเกิดใน ทั้ง 50 สำนักงานเขต เบื้องต้นพบ 8 เขต ที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนประเด็นโรงพยาบาลเอกชน กทม.จะตรวจสอบเฉพาะการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่การตรวจสอบการขายแพ็กเกจหรือชักชวนชาวต่างชาติมาคลอดบุตร เป็นหน้าที่ของกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่า การตรวจสอบ ไม่ได้มุ่งเป้าที่ชนชาติใด แต่หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และหากพบเจ้าหน้าที่ร่วมทุจริต จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด
.
นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม.ยกระดับมาตรการรับแจ้งเกิด โดยเพิ่มการตรวจสอบข้อมูลบิดาที่เป็นคนไทย และให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนร่วมตรวจสอบทุกกรณีที่มารดาเป็นชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต นอกจากนี้ กทม. และกรมการปกครองจะตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อบูรณาการข้อมูล เร่งเพิกถอนเอกสารที่ออกโดยมิชอบ ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง และขยายผลการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
.
ก่อนหน้านี้ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ. พิจารณาปัญหาพ่อทิพย์ ชาวไทยรับรองบุตรเพื่อสวมสัญชาติ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีดังกล่าว กรมการปกครอง กทม. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจง ที่ผ่านมามีการจับกุม 2 รอบ รอบแรกวันที่ 29 เม.ย. 2569 จับกุมได้ 35 หมายจับ เป็นพ่อไทย 14 คน และแม่ชาวจีน 14 คน ที่เหลือเป็นผู้ร่วมขบวนการ ส่วนการจับกุมครั้งที่สองเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับ 40 หมายจับ ตอนนี้อยู่ในขบวนการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี ซึ่งขบวนการครั้งนี้ที่ประชุมได้สอบถามกระทรวงสาธารณสุขแล้ว พบว่ามีโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่ง ที่เกี่ยวข้อง แต่อาจยังมีโรงพยาบาลของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่กระบวนการยังสาวไปไม่ถึง
.
ทั้งนี้ กรรมาธิการไม่ได้อยากให้ดำเนินการไปถึงผู้ที่กระทำผิดเท่านั้น แต่อยากให้สาวถึงขบวนการว่า เบื้องหลังเป็นขบวนการข้ามชาติ หรือเป็นองค์กรที่เป็นระดับใหญ่กว่านั้นหรือไม่ จากที่ประชุม ได้รับคำชี้แจงว่า มีความร่วมมือในระดับหนึ่ง ทั้งตำรวจและ กทม. เพียงแต่การขยายผลในวันนี้ มีตัวเลขเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีการพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นพ่อทิพย์ทั้งหมด 32 ราย โดยดูจากฐานทะเบียนราษฎรที่มีความน่าสงสัย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และสงสัยอยู่ในกลุ่มต้องสงสัย 556 ราย ซึ่งกรมการปกครองได้ชี้แจงว่า รมว.มหาดไทย ได้สั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง 15 ปี รวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย
.
โดยกรรมาธิการได้ขอข้อมูลและหนังสือประกอบ เมื่อกรรมาธิการได้ข้อมูลแล้วก็จะประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพราะตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศที่เข้ามาร่วมประชุมกับกรรมาธิการวันนี้ ไม่ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ โดยจะขอให้ตรวจสอบพาสปอร์ตของกลุ่มเด็กเหล่านี้ ว่ากระทำการและเจตนาที่กระทำการแบบนี้เป็นเรื่องการค้ามนุษย์ หรือแค่อยากได้สัญชาติไทย เพื่อใช้สิทธิ์เหมือนคนไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทราบเฉพาะข้อมูลที่ทำคดีเท่านั้น และในภาพรวมยังไม่ได้มีการขยายผลไปถึงเบื้องหลังหรือเคสอื่นๆ เมื่อพบตัวเลขดังกล่าวแล้วทำให้ตกใจ จึงเพราะนี่เพียงแค่พื้นที่กรุงเทพฯ จึงคิดว่า อาจมีในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่น้อยกว่ากัน
.
นายสกลธี ยังเห็นว่า กระบวนการในการสอบสวนยังมีความล่าช้า ไม่ได้มีการขยายไปถึงต้นตอ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยากให้มีการขยายผล ลงไปถึงกลุ่มคน เพราะภาคประชาชน ที่มาชี้แจงให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ ยังมีการโฆษณาพร้อม QR Code ซึ่งเป็นแพ็กเกจตั้งแต่คลอดถึงการแจ้งเกิด โดยได้นำข้อมูลเหล่านี้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการแล้ว อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ จะเป็นตัวกลางในการประสานข้อมูล เพราะดูเหมือนว่าหน่วยงานยังต่างคนต่างทำ ยังไม่มีการร่วมกัน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในหน่วยงานที่จะไปตรวจสอบกลุ่มเด็กเหล่านี้ย้อนหลัง 15 ปี ว่า เกิดมาแล้วได้พาสปอร์ตไปอยู่ประเทศอื่น หรือยังอยู่ในเมืองไทย มีรายชื่อไปจดทะเบียนถือครองทรัพย์สินบ้างหรือไม่ ทางกรรมาธิการจึงจะเป็นตัวกลางในการขอข้อมูลต่างๆ
.
พร้อมกันนี้ ได้มีการสอบถามถึงรูรั่วว่าเกิดจากตรงไหน ซึ่งได้รับคำตอบว่ารั่วมาจากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในการจดทะเบียน รับรองบุตร โดยได้ให้กระทรวงสาธารณสุขส่งรายชื่อโรงพยาบาลมาให้กรรมาธิการฯ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่กล้าเปิดเผยชื่อ หากกระทรวงสาธารณสุขส่งรายชื่อมา ทางกรรมาธิการฯ จะเรียกมาสอบ สำหรับการอุดช่องโหว่ ในส่วนรับจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ทางกรรมาธิการได้สอบถามว่าได้มีการบังคับให้ตรวจดีเอ็นเอพ่อแม่เด็กหรือไม่ เพราะวันนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับ เพียงแต่มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ กทม. และต่างจังหวัด ที่ให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ต้องสงสัย สามารถที่จะร้องขอให้พ่อแม่ตรวจดีเอ็นเอได้ แต่ในกรณีนี้ก็มีหลายสาเหตุ เพราะไม่ได้มีเพียงกรณีพ่อแม่จีนทิพย์เท่านั้น แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวอีกที่เข้ามาทำงานในไทยและคลอดบุตร ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอ ถูกที่สุด 3,500 บาท ถ้าครบวงจรประมาณ 10,000 บาท ซึ่งจะเป็นภาระคนที่ตรวจต้องจ่ายเอง โดยกรรมาธิการฯ จะนำเรื่องนี้ไปคุยถึงกฎหมายของสาธารณสุขต่อไป
.
นายสกลธี กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนในการที่จะตรวจสอบง่ายมากโรงพยาบาลที่ทำคลอดแล้วส่งไปยังสำนักงานเขต ทางสำนังงานเขตเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็รับรองเลย ที่ผ่านมาเป็น 10 ปี ไม่ได้มีการตรวจรายละเอียด ตนคิดว่าหากกลับไปตรวจก็น่าจะพบหลาย 1,000 เคสเป็นแบบนี้ที่เป็นแบบนี้ ทางกรรมาธิการจึงรอข้อมูลทั่วประเทศและ กทม.จากทั้งกระทรวงมหาดไทยมหาด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ แต่ละเคสคงมีเงินและมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปว่าถึงขั้นไหน เพราะต้องรายๆ ไป
.
ทั้งนี้ กรรมาธิการสาธารณสุข มีความตั้งใจว่าจะร่วมทำงานกับกรรมาธิการฯอื่น โดยเฉพาะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นเงินว่า เงินที่มาถึงเจ้าหน้าที่แต่ละคน มีแนวโน้มที่จะทุจริตไปที่ไหนบ้าง เพื่อให้ขยายผลไปถึงขบวนการใหญ่ เพราะเราอยากขุดรากถอนโคนถึงทุนเทา ที่มาอาศัย และใช้สัญชาติไทยไปใช้สิทธิ์ หรือ ถือครองทรัพย์สินแทนแก๊งใดหรือไม่ เพราะต้นตอการจับกุมมาจากการจับแก๊งสแกมเมอร์
.
เมื่อถามว่า ขณะนี้ทาง สบส. อยู่ระหว่างแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ... (พ.ร.บ.อุ้มบุญ) ซึ่งอยู่ระหว่างระบฟังความเห็นนั้น มองว่าควรเข้มข้น และป้องกันการรับจ้างอุ้มบุญ และปัญหาการสวมสิทธิเป็นคนไทยอย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า ภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมหารือกับ กมธ. สาธารณสุขวันนี้ก็จะมีข้อเสนอสำหรับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ เพื่อป้องกันการรับจ้าง การค้ามนุษย์ ไปจนถึงการสวมสิทธิ์ เป็นคนไทยด้วย ทางอนุกฎหมาย กมธ.สาธารณสุขก็จะนำมาดูด้วยเช่นกัน
......
Sondhi X