รมว.ยธ. นำดีเอสไอแถลงทลายเครือข่ายขุดบิตคอยน์ ลักตัดสายไฟแรงสูง ยึดเครื่องกว่า 1,900 เครื่อง โยงทุนจีนเทา-เจ้าหน้าที่รัฐ เสียหาย 6 เดือนกว่า 200 ล้าน
ทำเนียบ วันนี้ (23 ก.ค. ) พ.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวย้ำถึงการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่า ได้สั่งการและติดตามการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการขยายผลจากการจับกุมครั้งที่ผ่านมา ทั้งตัวผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้อง ล่าสุดสามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้จำนวน 1,900 เครื่อง คิดเป็นความสูญเสียในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 200 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินการขยายผลต่อไป
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พนันออนไลน์ การใช้คอมพิวเตอร์แสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงการลักกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการปราบปรามจับกุมอย่างเข้มงวด โดยการจับกุมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลรวมแล้วกว่า 10,000 เครื่อง ซึ่งถือเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า การลักลอบต่อตรงกระแสไฟฟ้าแรงสูง นอกจากจะเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากรัฐจัดเก็บรายได้น้อยลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย หากเกิดความผิดพลาดในการต่อสายตรงหรือใช้กำลังไฟเกิน อาจทำให้เกิดไฟดับในวงกว้าง หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้จนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นอกจากนี้ยังพบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงบุคลากรของดีเอสไอที่เข้าไปร่วมกระทำผิด ให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ซึ่งทางดีเอสไอจะมีมาตรการดำเนินการอย่างเฉียบขาดโดยไม่ละเว้น สำหรับการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ได้ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ "SILENT VOLT" เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 7 จุด ประกอบด้วย โรงงานหรือโกดังต้องสงสัย 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และบ้านพักพร้อมสำนักงานของกลุ่มนายทุนอีก 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและนครปฐม โดยจากการตรวจค้นพบเครื่องขุดบิตคอยน์กว่า 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท
ขณะที่ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากเบาะแสที่ได้รับมาตั้งแต่ปี 2565 ต่อเนื่องจากการจับกุม 5 ครั้งที่ผ่านมา นำไปสู่การสืบสวนล่วงหน้า 3 สัปดาห์ก่อนเปิดปฏิบัติการ จนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนเทาที่เคยถูกออกหมายจับไปก่อนหน้านี้บางส่วน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้ส่งเรื่องดำเนินคดีต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปแล้ว
ทั้งนี้ รูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยพบการลักลอบใช้ไฟฟ้าด้วยการต่อตรงจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้ามายังแหล่งประกอบการ ซึ่งถือเป็นการลักลอบใช้หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยพบว่ามีการลักลอบใช้ไฟทั้ง 2 จุดมาตั้งแต่เดือนเมษายนและเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและขยายผลเพิ่มเติม
ขณะนี้ดีเอสไอ ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่สั่งห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ เนื่องจากกระทบต่อโครงสร้างอาคารและสิ่งแวดล้อม ส่วนการดำเนินคดี คณะพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ เพื่อประสานสำนักงาน ปปง. ดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ จากการตรวจค้นยังพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมียังมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐของไทยไปแล้ว 7 ราย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอีก 1 ราย
ด้าน นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าระดับใดก็ตามจะดําเนินการดังอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย แพ่ง และอาญา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการไล่ออกไปแล้วบางส่วน
อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณการลักลอบใช้ไฟฟ้าของเครื่องขุดบิตคอยน์ประมาณ 2,000 เครื่อง คิดเป็นค่าไฟฟ้าจริงเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ผู้ก่อเหตุกลับชำระค่าไฟฟ้าเพียงเดือนละ 10,000 ถึง 20,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก

