หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินหน้ากิจกรรมทางการทูตระหว่างการประชุมที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ และเวียดนาม พร้อมเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา
ในการพบปะกับมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ หวังอี้เรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ เคารพผลประโยชน์หลักของจีน ยึดมั่นในหลักการจีนเดียว จัดการความแตกต่างระหว่างสองประเทศอย่างเหมาะสม และตอบสนองต่อข้อกังวลอันชอบธรรมของจีน หลังจากสหรัฐฯ แสดงท่าทีและดำเนินมาตรการหลายประการที่จีนมองว่าเป็นไปในทางลบในช่วงที่ผ่านมา
หวังอี้กล่าวว่า ปี 2026 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ภายหลังการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งผู้นำของทั้งสองประเทศได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ โดยถือเป็นก้าวสำคัญของการแสวงหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศมหาอำนาจ
ทั้งสองฝ่ายจึงควรร่วมกันยึดมั่นในแนวทางที่ผู้นำได้กำหนดไว้ ก้าวข้ามอุปสรรคและปัจจัยรบกวน พร้อมเปลี่ยนฉันทามติระดับผู้นำให้เป็นความเข้าใจและการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในระดับรัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ
หวังอี้ยังเรียกร้องให้จีนและสหรัฐฯ ร่วมส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของโลก ผ่านการรักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ทวิภาคี รวมถึงสร้างแรงขับเคลื่อนแก่ความร่วมมือระหว่างประเทศด้วยปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์
จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องว่าการหารือครั้งนี้เป็นไปในเชิงบวก สร้างสรรค์ และเป็นรูปธรรม พร้อมตกลงใช้ช่องทางทางการเมืองและการทูตอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับสูงในระยะต่อไป และผลักดันความคืบหน้าของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
ในวันเดียวกัน หวังอี้ได้พบปะหารือกับเล หว่าย จุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม โดยระบุว่าจีนและเวียดนามควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านการพัฒนาในระยะยาว เสริมสร้างความสามัคคี และยกระดับความร่วมมือระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หวังอี้กล่าวว่า ในฐานะประเทศสังคมนิยมและประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ จีนและเวียดนามควรดำเนินการตามความเข้าใจร่วมกันที่ผู้นำของทั้งสองประเทศและทั้งสองพรรคได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้ายกระดับการแลกเปลี่ยนระดับสูง และขยายความร่วมมือในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศควรร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพและการพัฒนาของภูมิภาค
ด้านเล หว่าย จุง กล่าวว่า เวียดนามพร้อมทำงานร่วมกับจีนเพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ และส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านทางรถไฟ การเกษตร และสาขาอื่นๆ พร้อมเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในกรอบพหุภาคี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศและภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน หวังอี้ได้กล่าวถึงความสำเร็จของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปความก้าวหน้าสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือความก้าวหน้าในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจีนได้บรรลุความเข้าใจกับประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับทวิภาคี
ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนและอาเซียนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ภายหลังการลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายในปี 2025 สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33.7 ล้านล้านบาท
จีนและอาเซียนยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ โดยจีนได้เร่งให้ความช่วยเหลือด้านการบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉิน ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมาและเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์
ส่วนการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีการจัดกิจกรรมสำคัญเกือบ 200 รายการในช่วงปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียน-จีน ประจำปี 2024-2025 พร้อมเปิดตัวโครงการวีซ่าสำหรับประเทศอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินทางข้ามพรมแดน
กิจกรรมทางการทูตของหวังอี้ในกรุงมะนิลาครั้งนี้ สะท้อนความพยายามของจีนในการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเชื่อมโยง และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน
ที่มา สำนักข่าวซินหัว

