xs
xsm
sm
md
lg

"บิ๊กราญ" จากปณิธาน วันหนึ่งต้องเป็นคนที่คนธรรมดาพึ่งพาและปกป้องได้ สู่ ผบ.ตร.คนใหม่ ** แลนด์บริดจ์ ถูกต้าน “หนู” เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Missing Links”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พล.ต.อ.สำราญ นวลมา - อนุทิน ชาญวีรกูล - พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ "บิ๊กราญ" จากปณิธาน วันหนึ่งต้องเป็นคนที่คนธรรมดาพึ่งพาและปกป้องได้ สู่ ผบ.ตร.คนใหม่

กระแสร้อนแรงในแวดวงสีกากีและวงการเมืองนาทีนี้ ไม่มีอะไรจะฮือฮาไปกว่าผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 โหวตเลือก “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่!

งานนี้ ที่ประชุม ก.ตร. ให้เหตุผลชัดเจนถึงมติเอกฉันท์ดังกล่าวว่า “พล.ต.อ.สำราญ” มีความเหมาะสมสูงสุด ทั้งในมิติลักษณะผู้นำ ความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาวิกฤตระดับชาติ ความรู้ความสามารถที่ผ่านการเคี่ยวกรำจริง

และที่สำคัญคือ ความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทุกสายงาน ตั้งแต่สอบสวน สืบสวน ป้องกันปราบปราม จราจร ไปจนถึงงานอำนวยการ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา
เมื่อพิจารณาอายุราชการที่เหลือยาวนานถึง 7 ปี หรือจะเกษียณอายุราชการปี 2576 ทำให้สามารถวางรากฐานและขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรตำรวจได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวอย่างแท้จริง

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้ของ "บิ๊กราญ" บอกเลยว่า "ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย" แต่มาจากโปรไฟล์และเส้นทางชีวิตราชการอันหนักแน่นของเจ้าตัว

ย้อนไปดูจุดเริ่มต้น “บิ๊กราญ” นรต.รุ่น 50 (เตรียมทหารรุ่น 34) ในวัย 53 ปี เด็กหนุ่มจากเมืองเพชรบุรีคนนี้ ไม่มีนามสกุลดัง ไม่ใช่ลูกนายพล หรือตระกูลใหญ่บ้านไหน พ่อแม่คือคนธรรมดา หาเช้ากินค่ำ แต่แรงขับเคลื่อนแรกที่ทำให้เขาตั้งเป้าสอบเข้าเตรียมทหาร เกิดจากความทรงจำในวัยเด็กที่เห็นพ่อถูกผู้มีอิทธิพลรังแกโดยไม่มีใครช่วยได้ ปณิธานในวันนั้นจึงกลายเป็นเชื้อไฟให้เขาบอกตัวเองว่า “วันหนึ่งต้องเป็นคนที่คนธรรมดาพึ่งพา และปกป้องได้”

ชีวิตราชการเริ่มขึ้นในปี 2540 ออกสตาร์ต ที่ สน.พระโขนง ในตำแหน่ง รอง สว.(สอบสวน) นั่งทำสำนวนและรับเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งเขาถือว่านี่คือ "วิชาครู" ที่สอนให้เข้าใจว่า โรงพักคือสถานที่แรกที่ประชาชนใช้ตัดสินตำรวจทั้งระบบ

จากนั้นขยับไปลุยงานสืบสวนที่ สน.ทองหล่อ เรียนรู้การผสานศาสตร์สืบสวนและสอบสวนเข้าด้วยกัน อยากจับคนร้ายต้องมีสายตานักสืบ แต่จะเอาผิดให้ดิ้นไม่หลุด ต้องหลักฐานแน่นแบบร้อยเวร

เส้นทางเติบโตต่อมาอยู่ที่ หน่วย 191 สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง อยู่ยาวตั้งแต่ยศสารวัตร จนขึ้นเป็นผู้บังคับการ (ผบก.สปพ.) ผ่านหน้างานลุยๆ ตั้งแต่ล่ามือปืนรับจ้าง ทลายโรงงานปืนเถื่อน จนถึงการวางระบบสืบสวนยาเสพติดทางโซเชียลมีเดีย

ส่วนภาวะผู้นำในยามวิกฤต ย้อนไปปี 2554 ขณะดำรงตำแหน่ง ผกก.สน.ดอนเมือง เกิด "น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ" โรงพักจมน้ำเสียหายหนัก แต่เขาพาลูกน้องลุยน้ำตรวจพื้นที่ ย้ายศูนย์ทำงานชั่วคราว และฟื้นฟูโรงพักจนเปิดรับแจ้งความได้เร็วที่สุด ส่งให้ สน.ดอนเมือง คว้าเกียรติยศ "สถานีตำรวจดีเด่น" พร้อมสถิติคลี่คลายคดีอุกฉกรรจ์ได้100%

และภาพจำระดับชาติ ที่คนไทยไม่มีวันลืม คือเหตุกราดยิง เทอร์มินอล 21 โคราช เมื่อปี 2563 “บิ๊กราญ” นำชุดปฏิบัติการพิเศษ “อรินทราช 26” เข้าพื้นที่ คลี่คลายสถานการณ์กราดยิงสุดระทึกขวัญ วางแผนอย่างเด็ดขาดจนวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย และช่วยชีวิตตัวประกันส่วนใหญ่ได้สำเร็จ

จากนั้นจึงก้าวขึ้นรับตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) คุมพื้นที่กรุงเทพฯ ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมที่ร้อนแรง และขยับขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ดูแลงานความมั่นคงและปราบปรามภัยสังคมต่างๆ ผลงานโดดเด่น เช่น การบุกทลายเครือข่าย “นอมินีต่างชาติ” ในภูเก็ต พังงา กระบี่

สไตล์การทำงานของ “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชาว่า เป็นผู้ที่เน้นผลสัมฤทธิ์มากกว่าความแตกต่างในรายละเอียด ซึ่งเจ้าตัวยึดเป็นคติในการทำงาน ดังคำกล่าวของ “เติ้ง เสี่ยว ผิง” อดีตผู้นำจีนที่ว่า “ไม่สำคัญว่าแมวจะสีอะไร ขอเพียงจับหนูได้ก็พอ”

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านครบทุกมิติ พร้อมมติเอกฉันท์ 12:0 จาก ก.ตร. จึงเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” คือ ผบ.ตร.คนใหม่ ที่พร้อมชนทุกหน้างาน และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยผลงานล้วนๆ!

อนุทิน ชาญวีรกูล
++ แลนด์บริดจ์ ถูกต้าน “หนู” เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Missing Links”

หลังจากเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” มูลค่าล้านล้านบาท ของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกต่อต้านอย่างหนักจากคนในพื้นที่ และคนรู้ทันอนุทิน ว่านั่นเป็นเพียงโครงการเพื่อหาประโยชน์จากการก่อสร้าง ทั้งท่าเรือทั้งสองฝั่ง ระบบการขนส่งทั้งทางถนน ทางราง และ เก็งกำไรที่ดิน

ที่สำคัญ การเตรียม ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC มารองรับนั้น ไม่ต่างอะไรกับแผนการ “ขายชาติ ขายแผ่นดิน”

จนตัวแทนภาคประชาชน ในนามกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนัก ส่งตัวแทนเข้าเจรจากับรัฐบาล ทำให้รัฐบาลโดย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ต้องประกาศ ยอมถอน ร่าง พ.ร.บ.SEC และ รับปากว่าจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการ หรือไม่ อย่างไร ในโครงการนี้

ชื่อ“แลนด์บริดจ์” จึงเหมือนของแสลง สำหรับรัฐบาลนี้ไปโดยปริยาย

แต่ในขณะที่ “พิพัฒน์” เล่นบทตีธงถอยนั้น “อนุทิน” กลับยืนยันถึงการเดินหน้า

การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ นายกฯ“อนุทิน” ได้หารือกับ “หลี่ เฉียง” นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงความตั้งใจของรัฐบาล ที่จะเร่งผลักดัน การเชื่อมโยงทางรถไฟจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ไปยังเมืองนาเตย ของ สปป.ลาว และต่อเนื่องถึงเมืองโม่ฮัน ของจีน เพื่อให้โครงข่ายรถไฟของภูมิภาคเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพิ่มเสริมศักยภาพขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ

“อนุทิน” ใช้คำว่าเป็น โครงการการเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) เพื่อเป็นการเชื่อมจีน- สปป.ลาว- ไทย- มาเลเซีย และสิงคโปร์ เข้าด้วยกัน

และในโครงการ Missing Links นี้ ก็บรรจุเอาระบบโลจิสติกส์ เชื่อมต่อฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน ตามแนวเดิมของโครงการแลนด์บริดจ์ ไว้เป็นโครงการเร่งด่วนเสียด้วย

“รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกรัฐบาล เพิ่งแถลงอย่างเป็นทางการ (22ก.ค.) ว่า ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือโลก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการมีเครือข่ายคมนาคม ที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ดังนั้น รัฐบาลจะเร่งพัฒนาท่าเรือ จ.ระนอง พร้อมเชื่อมโยงกับ จ.ชุมพร ผ่านระบบราง และระบบถนน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และอ่าวไทย เป็นโครงการเร่งด่วน เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคม ที่ยังขาดช่วง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ควบคู่กับการศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ

ตอนนี้ “แลนด์บริดจ์” จึงได้รับการปลี่ยนชื่อเป็น “Missing Links” ไปเรียบร้อย

จาก “แลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจกต์ ที่คล้ายนิคมอุตสาหกรรม ดึงดูต่างชาติให้มาลงทุน ด้วยการออกกฎหมาย SEC ให้สิทธิ์ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ให้โอกาสประกอบอาชีพ โดยไม่ต้องทำตามกฎหมายปกติ ให้อำนาจพิเศษในการเวนคืนที่ดิน และ ข้ามกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง เพื่อสร้างท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้น รวมทั้งการยกเว้นภาษี และตั้งกาสิโนได้

โอกาสของคนในพื้นที่ แทบไม่ได้อะไร นอกจากปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น!

เมื่อถูกคัดค้านหนักจนเห็นว่าถ้าดึงดันต่อรัฐบาลก็มีโอกาสพัง จึงลดขนาดลง ตอนนี้ก็เหลือเพียง สร้างท่าเรือใหม่ทั้งสองฝั่ง ที่ จ.ระนอง และจ.ชุมพร และเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งด้วยระบบราง ระบบถนน … และเรียก “Missing Links” ให้ติดปาก
พูดง่ายๆว่า เอาโปรเจกต์ให้กลุ่มธุรกิจก่อสร้างก่อน ส่วนพวกเก็งกำไรที่ดิน ไว้รอที่หลัง เพราะเมื่อก่อสร้างเสร็จ ก็จะดึงดูดให้เกิดการลงทุน เกิดการซื้อขายที่ดิน

เหมือนก่อนจะขี้ ต้องมีตดนำมาก่อน!