จับตาเสียงคัดค้านการสร้าง‘Data Center’เริ่มขยายวงกว้าง ด้านคนในกระทรวงพลังงานชี้ โครงการนี้ใช้ไฟมหาศาล แต่ละแห่งมีปริมาณ200-1,000 เมกกะวัตต์ แถมมีมือดีรับวิ่งเต้นให้ ‘กฟผ-กฟน-กฟภ’ ขึ้นบัญชีจ่ายไฟ ศูนย์ไหนได้หรือไม่ได้ อยู่ที่ผู้มีอำนาจ ‘สั่ง’ ขณะที่เสียงลือสนั่นวงการพลังงาน งานนี้มีจ่าย‘ส่วย’เมกกะวัตต์ละ 2 ล้านบาท คาดจะมีผู้สนใจต่อคิวนับร้อยราย ด้านรศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากนิด้า จี้รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลให้ชุมชนรับรู้เพราะ‘Data Center’ในสหรัฐฯและอื่นๆ ชุมชนออกมาต่อต้าน แจงจะเกิดผลกระทบ 4 ด้าน แนะชาวชุมชนร่วมคัดค้านและให้เกาะติด ‘Data Center’ขนาดใหญ่ ใจกลางพระราม9 จะสร้างปัญหาหรือไม่?
Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูด และรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาหวังทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและเกิดการจ้างงาน แต่นโยบายลงทุน Data Center กำลังเกิดเสียงคัดค้านเพราะจะสร้างผลกระทบต่อชุมชนและประเทศชาติตามมา โดยมีตัวอย่างให้เห็นจากประเทศต่าง ๆ ทั้งสหรัฐฯและในยุโรป
ท่ามกลางเสียงคัดค้านก็มีเสียงลือ ๆ ๆ จากวงการทุนพลังงานและคนในกระทรวงพลังงานว่า Data Center กำลังเป็นธุรกิจที่นำไปสู่การจ่าย ‘ใต้โต๊ะ’ หรือ ‘ส่วย’ให้กับผู้มีอำนาจเพราะทุกศูนย์ Data Center แต่ละแห่งล้วนแต่ต้องใช้ไฟมหาศาลจึงมีการขึ้นลำดับบัญชีของผู้ลงทุนตามใบสั่ง ‘นาย’ ว่ากันว่ามีการร่ำลือเมกกะวัตต์ละ 2 ล้านบาทเชียวนะ..!!
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีการอนุมัติการลงทุน Data Center อีก 15-16 แห่ง เม็ดเงินลงทุนกว่า 2.4 แสนล้านบาท แต่ก็มีผู้ประกอบการที่รอคิวเพื่อจะลงทุนสร้างน่าจะเป็นหลักร้อย ประเด็นสำคัญคือเมื่อมี Data Center เกิดขึ้นทั้งในกทม.และต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วก็จะมีเรื่องของการแย่งชิงสายส่งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่เป็นแม่ข่ายแล้วแจกจ่ายไปยังการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อจ่ายต่อไปยัง Data Center ที่ตั้งอยู่ ซึ่งแต่ละแห่งต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่มากมีระดับ 200 -1,000 เมกกะวัตต์
อย่างไรก็ดีเมื่อรัฐบาล ได้มีนโยบายที่จะดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจในประเทศแต่ก็ห่วงเรื่องของปัญหาที่จะตามมาโดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้า น้ำ ซึ่งจะต้องใช้ในปริมาณมาก ๆเพื่อควบคุมอุณหภูมิ กลไกต่าง ๆ จะได้ไม่น็อค รวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะกระทบต่อประชาชนจึงตั้งอนุกรรมขึ้นมา 1 ชุดมีรมว.พลังงานเป็นประธานกำหนดแผนการจัดการทั้งหมด
“แต่ในทางการปฏิบัติจริง ๆ เวลานี้ทั้ง3 หน่วยงานไฟ คือ กฟผ กฟน กฟภ ต่างก็มีคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่อง Data Center โดยเฉพาะ แต่พวกนี้ก็ได้แค่ดู เพราะอำนาจที่แท้จริงจะอยู่ที่บิ๊กตามลำดับ และบิ๊กจะ list ให้ใครได้ เราก็จะทำตามนั้น เพราะเขาบอกให้ใครได้ ใครไม่ได้ มันคือเรื่องผลประโยชน์ใช่ไม่? รายอื่นๆ ก็พยายามขอแต่ยังไม่ได้ก็ต้องใช้วงจรพิเศษหรือขยายเครือข่ายพิเศษเพื่อสั่งให้หน่วยงานขึ้นบัญชีจ่ายไฟ”
ที่สำคัญData Center ก็พยายามที่จะใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานสีเขียวในโครงการทั้งหมดเพราะพลังงานสีเขียวเป็นที่ยอมรับของผู้ให้บริการและใช้บริการทั่วโลกแต่ก็ไม่สามารถที่จะใช้พลังงานสีเขียวคือพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ได้ทั้งหมด ส่งผลให้พลังงานสีเทา ซึ่งคนในวงการพลังงานหมายถึงพลังงานจากก๊าซ ถ่านหิน น้ำมัน ถูกนำมาใช้ในปริมาณที่มากในโครงการนี้
“ที่อยู่ในคิว 16 แห่ง อย่างน้อยรัฐก็ต้องเตรียมไฟฟ้าไว้ที่ 16,000 เมกกะวัตต์ รายอื่น ๆ ที่ต่อคิวอีกเท่าไหร่ พวกเราก็เห็นและรู้ว่ามีคนรับวิ่ง ปากต่อปากบอกเป็นเครือข่ายบุรีรัมย์ จะแท้ไม่แท้ก็ดูกันออก หากยอมรับเงื่อนไขก็จะเก็บเข้าlist ไว้ แต่เสียงลือกันสนั่นในวงการกลุ่มทุนที่บอกต่อกันว่าเมกกะวัตต์ละ 2 ล้านนะ เวลานี้ทุนต่างชาติที่เข้ามามีทั้งสิงคโปร์ มาเลย์ สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน ยุโรป ฯลฯ ที่เขาสนใจเพราะความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ปริมาณไฟสำรองทีมีอยู่ประเทศไทยพร้อมมาก”
แหล่งข่าว บอกอีกว่า โครงการ Data Center ขนาดใหญ่น่าจะมีพื้นที่เกือบหมื่นตารางเมตร ย่านพระราม 9 ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 และศูนย์โชว์ดีซี (Shoe DC) ที่นี่น่าจะมีการเตรียมใช้ไฟฟ้าถึง1,000 เมกกะวัตต์ ครั้งแรกเห็นว่าใช้ 600 เมกกะวัตต์จะเป็นพลังงานสีเขียวทั้งหมด แต่เห็นว่ายังไม่ครบตามแผนงานที่ตั้งไว้ ว่ากันว่ายังขาดอยู่ปริมาณ 200 เมกกะวัตต์ แต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพของกลุ่มทุนนี้ก็น่าจะได้ครบ เพราะเขาลงทุน Data Center แล้วถึง 3 แห่ง
“ทุนเล็ก ๆ น่าจะเกิดได้ยากเพราะเมืองไทยมีวัฒนธรรมของการเอื้อผลประโยชน์ และยิ่งธุรกิจ Data Center ต้องมีไฟกับน้ำ และระเบียบการซื้อไฟมันยังไม่ชัดเท่าไหร่ กรณีที่ถ้ารัฐไฟไม่พอ จะซื้อจากใครอย่างไร จะซื้อจากเอกชนด้วยกัน หรือ ซื้อจากสายส่งเอกชน ทุกอย่างต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะคอนเซปต์ของ Data Center ต้องเป็นไฟสะอาด ไฟเขียว แต่ตอนนี้ มันเป็นลักษณะใช้ไฟเทาไปแล้ว”
แหล่งข่าว ย้ำอีกว่า ยังมั่นใจว่าประชาชนโดยรวมจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เพราะเชื่อว่ารายใหม่ ๆ ที่แห่เข้ามาก็จะทำได้ยากขึ้นโดยเฉพาะติดปัญหาในเรื่องการหาที่ดินตั้งศูนย์ Data Center บริเวณที่ตั้งจะต้องมีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า น้ำ ต้องเข้าถึง และอีกไม่นานน่าจะมีเรื่องของการจะสร้างโครงการใหม่ต้องได้รับอนุมัติเรื่องของผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งปัจจุบันกฎหมายนี้ยังครอบคลุมไม่ถึงและเรื่องของการใช้ พ.ร.บ.อาคาร เข้ามาควบคุมเชื่อว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขต่อไป ส่วนแถวEEC มีกฎหมายที่เอื้อให้ต่างชาติไปลงทุน และบริเวณนั้นมีเคเบิลใต้น้ำที่จะเชื่อมต่อต่างประเทศ น่าจะได้รับความสนใจตั้ง Data Center เพิ่มขึ้น
ด้านรศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า การดึงต่างชาติมาลงทุนเรื่อง Data Center ดูเหมือนดี มีความทันสมัย แต่ประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Data Center ก็กำลังเผชิญปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของชุมชน ทำให้เกิดกระแสต่อต้านทำให้บางรัฐของสหรัฐฯออกกฎหมายสั่งเบรกก่อสร้าง Data Center
ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ควรพิจารณา เพราะ Data Center ก่อให้เกิดผลกระทบ ดังนี้
ประการที่ 1. Data Center ดึงไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟประชาชน เพราะเมื่อใช้ไฟมากขึ้นทำให้โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเดิมของรัฐรับไม่ไหว ก็ต้องลงทุนขยายกำลังส่งไฟ สุดท้ายรัฐก็จะไปบวกในบิลค่าไฟประชาชน และธุรกิจท้องถิ่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก Data Center ก็จะเผชิญกับค่าไฟสูงขึ้นเช่นกัน
ประการที่ 2. Data Center ผลาญทรัพยากรน้ำ เนื่องเพราะ server จำนวนมหาศาลก่อให้เกิดความร้อนสูงมาก และต้องใช้น้ำหลายล้านแกลลอนต่อวัน เพื่อหล่อเย็น บางพื้นที่ของสหรัฐฯ เช่น รัฐจอร์เจีย หรือ เซาท์แคโรไลนา ชุมชนเหล่านั้นเริ่มเจอปัญหา น้ำประปาไหลอ่อน และ กังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำในฤดูร้อน ซึ่ง Data Center จะดึงน้ำสาธารณะไปใช้ เพราะ Data Center ไปตั้งที่ไหน ชุมชนแถวนั้นจะได้รับความเดือดร้อน ตัวอย่างเช่น ภาคตะวันออกของไทย มีปัญหาน้ำไม่ค่อยพอ ถ้า Data Center ลงไปอีก ก็อาจจะเกิดวิกฤต ได้
ประการที่ 3.ผลกระทบด้านเป้าหมายสิ่งแวดล้อม ไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ Data Center ต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพ ตลอด 24 ชั่วโมง แต่พลังงานสีเขียวทั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม มีปริมาณไม่เพียงพอ รัฐต้องไปพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ ก๊าซธรรมชาติ มากขึ้น และรวมทั้งต้องมีเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง ขนาดใหญ่ ที่จะก่อให้เกิดมลพิษ และสร้างเสียงดังรบกวนชุมชน
“เรากำลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยหันไปใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ หรือลม แต่เมื่อไม่พอ รัฐก็ต้องหันไปใช้ พลังงานจากถ่านหิน พวกก๊าซ ซึ่ง พวกนี้ ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น หรือกรณีที่ศูนย์พระราม 9 ซึ่งอ้างว่าจะใช้ พลังงานสีเขียว 100% ไม่น่าพอ ซึ่งพิสูจน์แล้วในต่างประเทศว่าไม่เพียงพอจึงต้องสร้างโรงปั่นไฟฟ้าสำรองขนาดใหญ่ และเวลาประมวลผล ก็จะมีเสียงดังรบกวนชุมชนด้วย”
ประการที่ 4.การจ้างงานไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่เสียไป คือ Data Center ช่วงก่อสร้าง อาจจะมีการจ้างงานจำนวนมากและมีเม็ดเงินในการลงทุนสูง แต่พอสร้างเสร็จ จะเป็นระบบอัตโนมัติ ชั้นสูง ที่ใช้พนักงานประจำดูแลไม่กี่สิบคน หมายความว่า ถ้ารัฐ ยอมให้มีการตั้ง Data Center นอกจากสูญเสียทรัพยากรน้ำ ไฟ และสิทธิประโยชน์ ทางภาษี เพราะได้รับการส่งเสริมจาก BOI แต่ที่ได้กลับมาคือการจ้างงานไม่กี่คน นี่คือการได้ไม่คุ้มเสีย
อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องตะหนักเพราะในการการบังคับใช้กฎหมายด้าน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของไทยแม้จะมีแต่ในด้านการปฏิบัติ อาจมีความหละหลวมและไม่สามารถป้องกันผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมาได้ อีกทั้งสหรัฐฯ แม้จะมีความเข้มงวดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นตามมามากมาย ส่วนประเทศไทยในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายต้องเรียกว่ายังอ่อนแอมาก การปล่อยให้มีการสร้าง Data Center ขึ้นมากมายก็ยิ่งจะทำให้เกิดวิกฤตแน่ ๆ
ดังนั้นเมื่อสังคมมองไปยังต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Data Center มาแล้วและเราก็คาดการณ์พอจะเล็งเห็นวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต ไม่ว่าจะเรื่องค่าไฟในราคาที่สูดขึ้น การขาดแคลนน้ำ ผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น และการก่อมลพิษต่าง ๆ ตามมา ชุมชนต่าง ๆ ก็ควรออกมาส่งเสียงให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะชี้ให้เห็นผลกระทบที่จะตามมาและคัดค้านไม่ให้มีการสร้างในประเทศไทย
“รัฐบาลต้องคิดให้หนักและศึกษาให้รอบครอบอย่ามุ่งหวัง เอาแต่เงินมาลงทุนและสร้างภาระให้กับประเทศและประชาชนในอนาคต”
รศ.ดร.พิชาย ตอบคำถามเรื่องข่าวลือว่ามีการจ่ายใต้โต๊ะ หรือส่วยเพื่อจ่ายไฟในโครงการ Data Center ว่า ประเทศไทยเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องน้ำร้อนน้ำชา ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศรู้กันถ้วนหน้า ว่าหากจะมาลงทุนทำอะไรในประเทศไทย ต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชา และไม่ใช่ แค่หน่วยงานเดียว หลายหน่วยงาน และ ไม่ใช่ครั้งเดียว ต้องหลายครั้ง
ตรงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ นักลงทุนที่มาจากประเทศศิวิไลซ์ อย่างญี่ปุ่น หรือ จากฝั่งตะวันตก เบือนหน้าหนีการลงทุนในไทย แต่ก็อาจจะมีจีน ที่ยอมจ่ายและนักธุรกิจใดก็ตามที่ยอมจ่าย ก็จะไปบวกเป็นต้นทุนและจะไม่สนใจว่าการลงทุนโครงการนั้นจะไปก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนอย่างไร
“เรารอดู Data Center ขนาดใหญ่ที่ย่านพระราม 9 ซึ่งอยู่กลางเมืองด้วยอาจจะมีปัญหาในอนาคต ไฟฟ้าบริเวณชุมชนย่านนั้นอาจจะตก น้ำประปาอาจจะไหลกระปริกระปรอย หรือเรื่องมลพิษทางเสียงโรงพยาบาลที่อยู่ตรงนั้นก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน” รศ.ดร.พิชาย ระบุ
ถึงวันนี้ต้องจับตาดูว่าการที่รัฐบาลดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนData Center หากเป็นเพียงการสร้างศูนย์เก็บข้อมูลของทั่วโลก ประเทศไทยก็จะได้เพียง ค่าเช่าที่ดิน งานก่อสร้าง หรือภาษีบางส่วน บวกกับผลกระทบที่ชุมชนต้องแบกรับเพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคตผสมผสานการสร้างขุมทรัพย์ใหม่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตามเสียงลือในวงธุรกิจพลังงานเท่านั้น หรือจะสามารถพัฒนาต่อยอดทั้งเรื่องของคนและส่งเสริมด้านนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อมุ่งสร้างประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนได้สำเร็จก็อยู่ที่ฝีมือของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ใช่หรือไม่ !!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j

