กมธ.พลังงาน วุฒิสภา เสนอปฏิรูประบบจัดเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะ ยุติการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟทุกคน พร้อมยึดหลัก “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” ชี้หากปรับมติ ครม. และให้หน่วยงานเจ้าของภารกิจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง จะทำให้การไฟฟ้ามีรายได้เพิ่มสุทธิราว 17,000 ล้านบาทต่อปี และสามารถนำไปลดค่าไฟเฉลี่ยของประเทศได้ประมาณ 0.0878 บาทต่อหน่วย
นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงผลการศึกษาปัญหา “ค่าไฟแฝง” โดยระบุว่า กมธ.ได้ติดตามโครงสร้างการจัดเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบที่มาของต้นทุนดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานของประเทศ
กมธ.จึงตั้งคณะทำงานตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝง พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงบประมาณ เข้าร่วมให้ข้อมูล
ผลการศึกษาพบว่า การแก้ปัญหาควรยึดหลัก “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” โดยแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกเป็นประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่อย่างชัดเจน เพื่อให้ต้นทุนสะท้อนความเป็นจริง มีความโปร่งใส เป็นธรรม และช่วยให้หน่วยงานสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กมธ.ระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบค่าไฟฟ้าสาธารณะ ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้ไฟแล้ว คิดเป็นวงเงินประมาณ 19,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรี ทำให้การไฟฟ้ายังไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายบางส่วน
หากมีการปรับปรุงมติ ครม. และให้หน่วยงานผู้ใช้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามจริง จะทำให้การไฟฟ้ามีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.0878 บาทต่อหน่วย ซึ่งสามารถนำไปใช้ลดค่าไฟเฉลี่ยของประเทศได้ในอัตราดังกล่าว ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ กมธ.ยังเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการด้านพลังงาน (Demand Side Management: DSM) โดยเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างสาธารณะจากหลอดโซเดียมแรงดันสูง (HPS) เป็นหลอด LED ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 52% ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ลดภาระการบำรุงรักษา และเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
สำหรับแนวทางดำเนินการ กมธ.เสนอให้เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะรูปแบบใหม่ตั้งแต่ รอบบิลเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณ 2570 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เงินงบประมาณคงเหลือดำเนินการก่อน หากงบไม่เพียงพอให้บันทึกเป็นหนี้ค้างรับกับการไฟฟ้า และตั้งงบชำระในปีงบประมาณ 2571 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่กระทบต่อบริการสาธารณะ
กมธ.ยังเสนอให้กำหนดนิยาม “ค่าไฟฟ้าสาธารณะ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ครอบคลุมการใช้งานอุปกรณ์สาธารณะบนเสาไฟ เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) รวมถึงพิจารณาแนวทางดูแลค่าไฟของหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระซ้ำซ้อนจากทั้งค่าไฟสาธารณะและค่าส่วนกลาง
อีกทั้งเสนอให้มีการแบ่งปันรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้า ระหว่างการไฟฟ้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น 70:30 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลและพัฒนาระบบไฟฟ้าสาธารณะ
ในส่วนของอัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะ กมธ.เสนอให้ดำเนินการ 2 ระยะ โดยระยะแรกใช้อัตราค่าไฟของส่วนราชการ แต่ยกเว้นการเรียกเก็บ Demand Charge และ Minimum Charge เพื่อบรรเทาภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะค่าไฟสนามกีฬาที่ใช้งานในช่วงเวลา Peak ก่อนศึกษาโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ในช่วงปี 2570-2574 ต่อไป
นายพรเพิ่มกล่าวว่า กมธ.จะนำข้อเสนอทั้งหมดหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระบบค่าไฟฟ้าสาธารณะอย่างเป็นธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ลดภาระค่าไฟของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณภาครัฐในระยะยาว

