ครป. ย้ำประธาน กสทช.ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติ กรณีมีลักษณะต้องห้าม!
เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ว่า เรื่องนี้มีความชัดเจนสิ้นสุดแล้วและนายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการนำชื่อประธาน กสทช. ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งโดยทันที และประธาน กสทช.ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งคืนเงินเดือนและค่าตอบแทน
และสองวันที่ผ่านมาก็พบว่าประธาน กสทช.ไม่เข้าสำนักงานแล้ว แต่ภายหลังแถลงต่อสู้ หลังจากที่วันเสาร์ที่ผ่านมาเพิ่งบินไปพบครูใหญ่เพื่อปรึกษา ทั้งที่ผ่านมานพ.สรณ ไม่เคยชี้แจงข้อเท็จจริงหักล้างทางกฎหมายได้เลยตั้งแต่การตรวจสอบของกมธ.ไอซีที มาจนถึงการประชุมกรรมการสรรหา
การที่ประธาน กสทช.จะดื้อแพ่งทำงานต่อโดยไม่รับผลวินิจฉัย ผมอยากให้ กสทช.ฝ่ายกฎหมายได้ออกมามีบทบาทด้านนี้ได้แล้วเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร
และการที่มีข่าวว่าประธานกสทช.จะต่อสู้โดยร้องทางศาลปกครองก็คงไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะการสละสิทธิถือได้ว่าไม่เคยเป็นกรรมการ กสทช. มาก่อน ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งด้วยซ้ำ ทั้งนี้อำนาจทางปกครองกับพระราชอำนาจโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไม่เกี่ยวกัน เพราะถือว่าไม่ได้เป็นจึงไม่เกี่ยวกับอำนาจทางปกครองโดยกฎหมายตั้งแต่แรก
เรื่องนี้ตามกระบวนการคือ เมื่อวินิจฉัยถือว่าสละสิทธิ์เพราะมีลักษณะต้องห้าม ประธานกสทช.ต้องคีนเงินเดือนและค่าตอบแทนทั้งหมด ส่วนผลผูกพันทางกฎหมายในการลงนามต่างๆ ก็เป็นภาระของกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่จะให้เสียงข้างมากอนุมัติหรือเห็นชอบเพื่อมีผลทางกฎหมายต่อไปอย่างไรบ้าง รวมถึงการแต่งตั้งของประธาน กสทช.โดยบุคคลเดียว
ที่มีปัญหาคือตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. น่าจะสามารถเปลี่ยนได้ทันที เพราะขณะนี้ต้องถือว่าไม่มีรองเลขาธิการตัวจริงด้วย เพราะรองเลขาธิการต่ออายุโดยประธานคนเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ประธานเพราะสละสิทธิ์ไปแล้วและไม่มีการผ่านมติบอร์ดรองรับ พอไม่ใช่รองเลขาธิการแล้วจึงเป็นรักษาการไม่ได้ จริงๆ แล้วบอร์ด กสทช.เคยมีมติเปลี่ยนรักษาการมาแล้วแต่ประธานขัดมติบอร์ดไม่ยอมเซ็นต์ จึงถือว่าสิ้นสุดทันทีตามกฎหมายประธาน กสทช.และรักษาการเลขาธิการ กสทช. จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ครป.ได้ถูกเชิญเข้าให้ข้อมูลเพื่อปรึกษาข้อกฎหมายจากการร้องเรียนกับสำนักงานองคมนตรี โดยนายฐากร ธรรมประทีป รองเลขาธิการองคมนตรี และนายปรีดา นันท์ดี ผู้อำนวยการกองนิติการ สำนักงานองคมนตรี ประเด็นการพ้นจากตำแหน่งของผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ ตามอำนาจหน้าที่และเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่ง กรณีประธาน กสทช. ซึ่งภายหลังผลวินิจฉัยของ กมธ.ไอซีที พบข้อเท็จจริงเป็นข้อยุติแล้วกว่า 2 ปี นายกรัฐมนตรีโดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังไม่เคยส่งเรื่องประธาน กสทช. มายังสำนักงานองคมนตรีเพื่อเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งเลย
เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ครป. ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานของกมธ.ไอซีที ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลดังกล่าวยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริงที่สามารถชี้แจงได้ว่า ตนเองไม่มีความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อย่างไร
ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามกฎหมายว่า “ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และให้นำความในมาตรา 16 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม” ซึ่งกรรมการสรรหาก็ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ชัดเจน
โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบกรณีนี้คือประธานวุฒิสภา ในการกำหนดเวลาที่ต้องยื่นเอกสารและตรวจสอบเอกสารก่อนนำความกราบบังคมทูล, นายกรัฐมนตรีโดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้มีหน้าที่นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และคณะกรรมการสรรหาหากมีการสละสิทธิต้องมีการสรรหาใหม่ ตามมาตรา 16 วรรคห้า จึงเป็นอำนาจผูกพันตามกฎหมาย
กรณีนี้ถือว่าประธานกสทช.ไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่แรกและไม่สามารถอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่อไปได้อีก มติต่างๆ จึงต้องเป็นเรื่องของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คนพิจารณาเป็นหลัก

