กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการได้รับบาดเจ็บของกำลังพลหลายสิบนาย ในปฏิบัติการโจมตีของอิหร่านเล่นงานฐานทัพต่างๆของอเมริกาในจอร์แดน ตามรายงานของนิวยอร์กไทม์ส บ่งชี้ว่าที่ผ่านมาวอชิงตันอาจไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เกี่ยวกับจำนวนทหารที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างทำศึกสงครามกับอิหร่าน
เมื่อวันศุกร์(17ก.ค.) อิหร่านโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯแห่งหนึ่งในจอร์แดน ปลิดชีพกำลังพลไป 2 นาย บาดเจ็บ 4 รายและอีกหนึ่งนายสูญหาย อย่างไรก็ตามตลอดทั้งสัปดาห์ มีข่าวว่ามีกำลังพลของสหรัฐฯได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนหลายสิบรายในฐานที่ตั้งอื่นๆอีก 3 แห่ง ที่ถูกอิหร่านล็อคเป้าโจมตีกำลังพลอเมริกาในประเทศแห่งนี้ นอกจากนี้แล้วยังมีรายงานด้วยว่ามีเฮลิคอปเตอร์หลายลำได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วย
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวอ้างกับซีเอ็นเอ็นว่า "มันอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ สำหรับตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บหนึ่งๆจะถูกป้อนสู่ระบบวิเคราะห์ความสูญเสียด้านการป้องกันประเทศ อันเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นทางการ" พร้อมอ้างข้อมูลอย่างเป็นทางการว่านับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวมแล้ว 427 นาย
ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน โต้แย้งรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์สเช่นกัน โดยระบุว่า "การให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บที่ไม่ถึงแก่ชีวิต ก็เท่ากับการให้ข้อมูลดังกล่าวแก่ฝ่ายตรงข้ามโดยตรง" พร้อมปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่า "คำกล่าวหาที่ไม่มีมูลและมุ่งร้าย เกี่ยวกับการปิดบังจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ"
"ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการปกปิดข้อมูล เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาซ้ำเติมความทุกข์ใจของชาวอเมริกัน ในช่วงเวลาที่ทหาร 3 นายเพิ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่” พาร์เนลล์ เขียนบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ "การเลือกหยิบยกเฉพาะตัวเลขดิบโดยปราศจากบริบทประกอบ เป็นการสร้างภาพที่บิดเบือนและไม่ครบถ้วนอย่างจงใจ" โฆษกระบุ
การกลับมาโจมตีเข้าใส่กันอีกรอบแทบทุกวันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เป็นอีกครั้งที่มันฉายไฟส่องสว่างไปที่ความสูญเสียและต้นทุนการทำสงครามที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯและอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเมื่อรวมกับกำลังพลรายหนึ่งที่เสียชีวิตในวันเสาร์(18ก.ค.) ขณะกำลังพยายามสกัดโดรนลำหนึ่งทางภาคเหนือของอิรัก ทำให้ตัวเลขอย่างเป็นทางการของทหารสหรัฐฯที่เสียชีวิตระหว่างทำศึกสงครามกับอิหร่าน เพิ่มเป็น 17 ราย
(ที่มา:นิวยอร์กไทม์ส/อาร์ทีนิวส์/ไทม์สออฟอินเดีย)

