xs
xsm
sm
md
lg

อดีต สปศ.ยกกรณีติมอร์–ออสเตรเลีย บทเรียนใช้ UNCLOS แก้ข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ดร.สุวันชัย” ยกกรณีศึกษา ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งจบลงด้วยการใช้ "กระบวนการประนอมภาคบังคับ" ภายใต้ UNCLOS เป็นครั้งแรกของโลก บทเรียนสำคัญที่อาจประยุกต์ใช้กับการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา

ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สปศ.) เผยแพร่บทความเรื่อง "พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ตอนที่ 18 : ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลติมอร์เลสเต-ออสเตรเลียซึ่งนำไปสู่การประนอมภาคบังคับ" โดยระบุว่า กรณีพิพาทระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS 1982) มาใช้เป็นครั้งแรกของโลก และสามารถนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงเขตแดนทางทะเลได้สำเร็จ ซึ่งอาจเป็นบทเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีไทย-กัมพูชาในอนาคต

ดร.สุวันชัยอธิบายว่า ต้นตอของข้อพิพาทเริ่มจากติมอร์-เลสเต หรือ "ติมอร์ตะวันออก" ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ก่อนที่อินโดนีเซียจะเข้ายึดครองในปี 2518 และผนวกเป็นจังหวัดของตน กระทั่งประชาชนติมอร์ตะวันออกลงประชามติภายใต้การกำกับขององค์การสหประชาชาติในปี 2542 โดยกว่า 80% เห็นชอบให้แยกตัวเป็นเอกราช และประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545

ในช่วงก่อนหน้านั้น ออสเตรเลียและอินโดนีเซียได้ตกลงกำหนดเขตพื้นดินท้องทะเลระหว่างกันตั้งแต่ปี 2515 โดยใช้อ้างอิงหลักการทอดยาวตามธรรมชาติของไหล่ทวีป ขณะที่โปรตุเกสปฏิเสธเข้าร่วมการเจรจา ส่งผลให้เกิดพื้นที่ว่างที่ยังไม่มีการกำหนดเขตแดนทางทะเล หรือ "Timor Gap"

ภายหลังอินโดนีเซียเข้าครอบครองติมอร์ตะวันออก ทั้งสองประเทศพยายามเจรจาเขตแดนในพื้นที่ Timor Gap แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากอินโดนีเซียต้องการใช้หลักเส้นมัธยะตามแนวทางของ UNCLOS 1982 ต่างจากจุดยืนเดิมของออสเตรเลีย สุดท้ายจึงตกลงจัดตั้งพื้นที่พัฒนาปิโตรเลียมร่วม (Joint Petroleum Development Area : JPDA) ตามสนธิสัญญา Timor Gap Treaty เมื่อปี 2532 โดยแบ่งรายได้ฝ่ายละ 50%

หลังติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชในปี 2545 ได้เข้ามาแทนที่อินโดนีเซียใน Timor Sea Treaty พร้อมปรับสัดส่วนแบ่งรายได้จากพื้นที่พัฒนาร่วมเป็น ติมอร์-เลสเต 90% และออสเตรเลีย 10% อย่างไรก็ตาม ติมอร์-เลสเตยังคงผลักดันให้มีการกำหนดเขตแดนทางทะเลถาวรโดยใช้เส้นมัธยะ แต่ออสเตรเลียปฏิเสธและมุ่งเจรจาเฉพาะเรื่องการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียม

ต่อมาในปี 2546 ทั้งสองประเทศทำความตกลงร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซ Greater Sunrise ซึ่งอยู่คร่อมพื้นที่พิพาท ส่งผลให้แม้ติมอร์-เลสเตจะได้รับส่วนแบ่งรายได้จาก JPDA ถึง 90% แต่เมื่อคำนวณจากพื้นที่ทั้งหมดของ Greater Sunrise กลับได้รับรายได้เพียง 18.1%

จากนั้นในปี 2549 ทั้งสองฝ่ายลงนามสนธิสัญญา CMATS ปรับการแบ่งรายได้จาก Greater Sunrise เป็นฝ่ายละ 50% แต่กำหนดให้ทั้งสองประเทศงดดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลเป็นเวลา 50 ปี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ติมอร์-เลสเตได้ยื่นเรื่องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ที่กรุงเฮก โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของสนธิสัญญา CMATS หลังกล่าวหาออสเตรเลียลักลอบดักฟังคณะผู้แทนเจรจาของตนระหว่างการจัดทำสนธิสัญญา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองออสเตรเลียยังเข้าตรวจค้นสำนักงานทนายความของติมอร์-เลสเตในกรุงแคนเบอร์รา และยึดเอกสารลับทางกฎหมาย

ติมอร์-เลสเตจึงยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งในปี 2557 ศาลมีคำสั่งให้ออสเตรเลียยุติการแทรกแซงการติดต่อสื่อสารระหว่างติมอร์-เลสเตกับที่ปรึกษากฎหมาย และในเวลาต่อมาออสเตรเลียได้คืนเอกสารที่ยึดไป

แม้ทั้งสองประเทศจะพยายามเปิดการเจรจาอีกครั้งในปี 2557 แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากออสเตรเลียยังคงปฏิเสธการหารือเรื่องเขตแดนทางทะเลถาวร โดยยืนยันให้เจรจาเฉพาะการแบ่งปันทรัพยากรปิโตรเลียม ขณะที่ติมอร์-เลสเตเสนอให้มีบุคคลที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ยแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ชาวติมอร์กว่า 10,000 คน ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงดิลี เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเล และในวันที่ 11 เมษายน 2559 ติมอร์-เลสเตได้ยื่นหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการเพื่อเริ่มกระบวนการ "ประนอมภาคบังคับ" ภายใต้ UNCLOS 1982 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงเขตแดนทางทะเลระหว่างทั้งสองประเทศในเวลาต่อมา