รายงานพิเศษ
คืนส่งท้ายปีเก่าต่อปีใหม่ 1 มกราคม 2552 เกิดเหตุเพลิงไหม้ ซานติก้าผับ ย่านทองหล่อ เสียชีวิต 66 คน บาดเจ็บ 222 คน
5 สิงหาคม 2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้ เมาน์เท่น บี ผับ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เสียชีวิต 24 คน บาดเจ็บประมาณ 50 คน
12 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กทม. เสียชีวิตทันที 27 คน บาดเจ็บอีกกว่า 60 คน และมีกว่า 20 คน อยู่ในภาวะวิกฤต หลายคนทยอยเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เหตุไฟไหม้สถานบันเทิงที่เราเรียกกันว่า “ร้านเหล้า” 3 เหตุการณ์นี้ มีผู้เสียชีวิตรวมกันประมาณ 130 คน บาดเจ็บและมีชีวิตที่เปลี่ยนไปอีกกว่า 300 คน
คำถามสำคัญคือ จาก 1 มกราคม 2552 ถึง 12 กรกฎาคม 2569 ... 12 ปีผ่านไป แต่ความสูญเสียที่ตามมาจากเหตุไฟไหม้ร้านเหล้า เหมือนเดิมราวกับไม่ได้ผ่านการแก้ไขปรับปรุงอะไรเลย
****
“จากที่ดูโครงสร้างร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เข้าใจว่าเพดานต่ำ ทำให้มีปัญหาติดสปริงเกอร์ไม่ได้ เมื่อทั้งเพดานต่ำ ไม่มีน้ำฉีด ควันก็จะมีมาก ลอยต่ำ อัดอยู่ข้างใน ทำให้มีคนเสียชีวิตจากควันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กฎหมายหรือข้อบังคับ ก็ควรบังคับให้ร้านเหล้าต้องติดสปริงเกอร์ไปเลย เพราะร้านเหล้าโดยส่วนใหญ่ เขาจะไม่ค่อยใช้วัสดุที่มีต้นทุนสูง เนื่องจากร้านมักจะเปิดบริการไม่นานนัก”
ชนม์วรรธน์ งามเลิศประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอวาเบิลเชค จำกัด ซึ่งเป็นกิจการที่ให้คำปรึกษาและวางระบบความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นปัญหาเดิม ๆ ที่จะเกิดความสูญเสียมากทุกครั้งเมื่อเกิดไฟไหม้ เพราะเป็นลักษณะร้านที่มีคนเข้าไปจำนวนมาก มืด เสียงดัง กำหนดทางเข้า-ออกไว้เพียง 1 หรือ 2 ทาง ทางหนีไฟที่ไปไม่ถึงจริง และที่สำคัญมาก คือ เพดานต่ำ ไม่ได้ติดตั้งระบบเตือนภัยหรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่จะช่วยเพิ่มเวลาการเอาตัวรอดของผู้มาใช้บริการได้ ดังนั้น จึงมีข้อที่ควรวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ... จะเปิดร้านเหล้าอย่างไร ให้คนปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเกิดไฟไหม้
ในแง่ของการใช้กฎหมายเข้ามาควบคุม ชนม์วรรธน์ อธิบายว่า มีทั้งภาคบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม หรือ Mandatory กับภาคสมัครใจที่จะติดตั้งเพิ่มขึ้นมาเอง หรือ Voluntary ซึ่งก็มีผลทางความปลอดภัยต่างกัน และขึ้นอยู่กับการอนุมัติ อนุญาต และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยว่า ได้ตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัดจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียน โครงสร้างอาคาร ความทนทาน หรือจำนวนเส้นทางหนีไฟ ... แต่ที่จะนำเสนอ คือ “มาตรฐานความปลอดภัยที่ทำได้จริงของร้านเหล้าในปี 2026” หรือ Security Baseline ควรเป็นอย่างไร
****
ข้อเสนอที่ 1 ... เตือนเร็ว รู้เร็ว
ร้านเหล้าควรถูกบังคับให้มีอุปกรณ์ตรวจจับการเกิดเพลิงไหม้ และมีสัญญาณเตือนไฟไหม้
อุปกรณ์ตรวจจับการเกิดเพลิงไหม้มี 2 รูปแบบ คือ Smoke Detector (ตรวจจับควัน) หรือ Heat Detector (ตรวจจับความร้อน) ซึ่งเมื่อตรวจจับได้แล้ว ก็จะทำให้อุปกรณ์อีกขนิดหนึ่งทำงาน คือ ALARM (สัญญาณเตือน)
“การมีเครื่องตรวจจับความร้อนหรือตรวจจับควัน จะช่วยให้ผู้มาใช้บริการรู้ตัวเร็วขึ้นตั้งแต่เริ่มเกิดไฟไหม้ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า อย่างน้อยในร้านเหล้าควรมีอุปกรณ์ตรวจจับควันหรือตรวจจับความร้อนติดตั้งไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง 2 อุปกรณ์นี้มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน คือ ถ้าใช้อุปกรณ์จับควัน ต้องแน่ใจได้ว่า สามารถห้ามการสูบบุหรี่ในร้านได้ 100% เพราะไม่งั้นอุปกรณ์จะทำงาน แต่ถ้าใช้แบบตรวจจับความร้อน ก็อาจต้องรอให้มีความร้อนไปถึงระดับหนึ่ง จึงจะแจ้งเตือน”
ส่วนรูปแบบการใช้ ALARM เตือนในร้านเหล้า ชนม์วรรธน์ มีความเห็นว่า ควรจะปรับเปลี่ยนให้เกิดการใช้ “ไฟเตือน” คล้ายกับไฟของรถฉุกเฉิน เอามาใช่ควบคู่กับสัญญาณเสียงได้ เพราะในร้านเหล้ามักมีเพลงเสียงดังอยู่ตลอดเวลา โดยอาจกำหนดให้มีรูปแบบที่แน่ชัดเป็นมาตรฐานกลางไปเลยว่า ถ้าเห็น “รูปแบบการเปิดไฟเตือนหมุนเหมือนไฟฉุกเฉิน” ให้ทุกคนเตรียมตัวออกจากร้าน” จากนั้นก็สามารถเชื่อมต่อไปที่ “ไฟส่องสว่างทางฉุกเฉิน” แบบที่เราเห็นในโรงแรม หรือทำให้ส่องสว่างทั้งร้านเลยก็ได้
“เมื่อเกิดจับควันหรือความร้อนได้ขึ้นมา ก็จะมีแสงเป็นไฟหมุน เป็นการเตือนแทน ซึ่งสัญญาณนี้แม้ลูกค้าจะไม่รู้ แต่พนักงานทุกคนจะรู้ เมื่อเห็นไฟแล้ว สามารถให้นักดนตรีหยุดร้องเพลงก่อน เปิดไฟ หรือถ้าไฟดับก็ใช้ระบบสำรองและนำคนออกไปเลย หรือเปิดไฟก่อนเพื่อสำรวจพื้นที่ เพราะเมื่อเปิดไฟหมดแล้วจะเห็นกลุ่มควันแน่ ๆ”
ข้อเสนอที่ 2 ... สร้างตัวช่วย “เพิ่มเวลา” หนีเอาตัวรอด
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้เสียชีวิตในร้านเหล้าที่เกิดเพลิงไม้ส่วนใหญ่จาก 3 เหตุการณ์ที่ผ่านมา มีสาเหตุการเสียชีวิตจาก “ควันพิษ” ซึ่งก็คือการขาดออกซิเจน โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งล่าสุด ชนม์วรรธน์ มองว่า ที่ร้านมีโครงสร้างเพดานต่ำ จึงไม่มีสปริงเกอร์ฉีดน้ำ และเมื่อเกิดเหตุในที่แคบ ควันหนาทึบ ตัดการมองเห็น ตัดอากาศ ก็แทบไม่มีความหวังที่จะใช้ถังดับเพลิงช่วยดับได้จากพื้นที่ด้านใน
“ข้อกำหนดกฎหมายอาจจะมีช่องว่างที่ทำให้บางแห่งไม่ติดตั้งสปริงเกอร์ได้หรืออุปกรณ์ดับเพลิงได้ แต่จากเหตุการณ์ที่ลาดพร้าวถึงจะมีดับเพลิงก็อาจไม่มีประโยชน์นัก เพราะเราจะเห็นว่าไฟมันพุ่งขึ้นข้างบน ถ้าจะพึ่งพาแค่ถังดับเพลิงในตอนนั้นซึ่งอาจเต็มไปด้วยคนเมา มันก็คงไม่มีใครดับอยู่แล้ว ทุกคนมันก็วิ่งหมดแม้แต่พนักงาน และแผ่นซับเสียงคือตัวแสบเลย เพราะติดไฟง่าย ถึงจะมีแบบที่ไม่ติดไฟ ก็ราคาสูงมาก ร้านจำนวนมากที่ลงทุนชั่วคราว มีระยะเวลาต้องคืนที่หรือต้องคืนของ ก็มักไม่ใช้”
ดังนั้นขอมองเป็นที่ข้อกำหนดกฎหมายและนโยบายก่อน ถ้าเราไปดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายการจดทะเบียนร้านเหล้า ร้านอาหาร ซึ่งพวกนี้มีแก๊สมีไฟอยู่แล้ว โดยทำให้ภาคบังคับต้องมีอุปกรณ์ที่เป็น Security Baseline เช่น คุณต้องมีถังดับเพลิงทุก 5 ตารางเมตร หรือถ้าร้านที่เป็นเพดานสูงต้องติดสปริงเกอร์ หรือจริง ๆแล้ว ควรบังคับให้มีความสูงของเพดานที่ติดสปริงเกอร์ได้ไปเลย
“สิ่งที่เราต้องการเพิ่มก็คือ เวลา ...ในการหนีออกมาจากตัวอาคาร ... ดังนั้น สิ่งที่รัฐควรทำให้เป็นภาคบังคับ คือ การกำหนดความสูงของเพดาน เพราะนอกจากจะทำให้สามารถติดตั้งสปริงเกอร์ฉีดน้ำได้ ยังช่วยให้คนในร้านมีเวลามากขึ้นที่จะยังไม่ต้องเผชิญกับควันที่หนาทึบ หรือแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังมีถังดับเพลิงติดเพดาน (ถังเขียว) ที่จะทำงานเองได้เลยโดยอัตโนมัติ และมีราคาเพียงถังละ 3-4 พันบาท ก็สามารถนำมาติดตั้งเพิ่มได้ เมื่อไฟไหม้ ถังดับเพลิงติดเพดานก็จะทำงานในรูปแบบเดียวกับสปริงเกอร์ แต่จะใช้สารอะไร ก็ควรกำหนดให้เหมาะกับสถานที่ด้วย”
“และข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับการหนีออกจากอาตารที่ไฟไหม้ คือ ทางหนีไฟ กฎหมายต้องบังคับให้ร้านกั้นทางเดินไปยังทางออกหนีไฟไว้ให้กว้าง เช่นเดียวกับที่เราเห็นทางเดินเข้าออกโรงภาพยนตร์”
ชนม์วรรธ์ ยอมรับว่า เมื่อมีข้อเสนอให้ต้องมีทางหนีไฟที่กว้างพอ ย่อมส่งผลให้ร้านรับคนได้น้อยลง ... เมื่อเราพูดเรื่องความปลอดภัย ก็ต้องไปสัมพันธ์กับความสามารถในการจุคนของอาคารด้วย ดังนั้นในระยะยาว ก็อาจต้องมาหารือกันถึงแนวทางการคำนวณจำนวนคนที่รับได้ด้วย แม้แต่สนามฟุตบอลมาตรฐานที่สมัยก่อนเคยปล่อยให้คนเข้ามายืนชมเกมได้แน่น ๆ ยังต้องเปลี่ยนเป็นที่นั่งทั้งหมด เพื่อให้สามารถจำกัดจำนวนคนให้ปลอดภัยได้
****
ข้อเสนอที่ 3 ... ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลภัยพิบัติ ทีมปฏิบัติการมืออาชีพเข้าถึงได้เร็ว
ทุกวินาทีที่เสียไป มีความหมายมากมายต่อชีวิตของคนที่มีโอกาสรอดในเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีคนอยู่ด้านในจำนวนมาก ถ้าหน่วยกู้ภัยหรือนักดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเร็วขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากขึ้น
“ในเมื่อเราให้ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันหรือเครื่องตรวจความร้อนแล้ว ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภายในร้านเหล้าแล้ว ... มันน่าจะดีมาก ถ้าเราเพียงสร้างเครื่องมือที่จะทำให้ ALARM ที่ร้าน มันถูกส่งไปแจ้งที่ศูนย์พระราม 199 หรือที่สถานีดับเพลิงในพื้นที่โดยตรงไปเลย ถ้าทำได้ก็สามารถลดเวลาที่เจ้าหน้าที่จะมาถึงที่เกิดเหตุไปได้อีกหลายนาที เพราะไม่ต้องรอคนโทรไปแจ้ง”
“หนึ่งในอุปกรณ์ที่น่าสนใจ คือ กล้อง CCTV ซึ่งในปัจจุบันมีคุณภาพความคมชัดสูงขึ้น ทำงานได้หลายหน้าที่ สามารถแสดงจุดความร้อนได้ สามารถเชื่อมโยงกับโทรศัพท์มือถือเพื่อพูดคุยกันได้ ปรับทิศทางได้ จึงคิดว่า เราน่าจะใช้อุปกรณ์นี้เป็นช่องทางที่ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับ ALARM ทันทีพร้อมกับคนในร้าน เมื่อเครื่องตรวจจับควันหรือความร้อนทำงาน”
ชนม์วรรธม์ มั่นใจว่า ด้วยเทคโนโลยีและ AI ที่มีอยู่ในปัจจุบัน การเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง เครื่องตรวจจับควันหรือความร้อน ALARM แจ้งเตือน และการส่งสัญญาณไปหาเจ้าหน้าที่ด้วยทันที เป็นระบบที่น่าจะทำได้โดยไม่มีต้นทุนที่สูงมากนัก ... แต่หากจะทำตามข้อเสนอเหล่านี้ให้มีผล หน่วยงานท้องถิ่น ต้องจดทะเบียนประเภทของกิจการให้ถูกต้อง และต้องบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยที่เหมาะกับประเภทของกิจการอย่างแท้จริงให้ได้
****
ข้อเสนอที่ 4 ... กำหนดมาตรฐานตรวจเช็คระบบความปลอดภัยทุกสัปดาห์
หลังผ่านเหตุการณ์สึนามิในชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยไปเมื่อปี 2547 ประเทศไทยติดตั้งหอส่งสัญญาณเตือนภัยไว้ในพื้นที่เสี่ยงจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนในพื้นที่เกิดความสงสัยว่า “หอเตือนภัย” ยังใช้งานได้จริงหรือไม่ หากมีคลื่นยักษ์ซัดเข้ามาอีก เพราะไม่เคยได้ยินเสียงของมันเลย ... จากนั้น ก็เกิดกระบวนการปรับรูปแบบร่วมกัน โดยให้ “หอเตือนภัยสึนามิ” เปิดเพลงชาติทุกวัน
“เราคิดว่า เมื่อติดตั้งระบบแล้ว ก็ต้องมี Protocol ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอ”
ชนม์วรรธน์ เห็นด้วยกับแนวคิดการเทสต์ระบบแจ้งเตือนบ่อย ๆ เพราะระบบเตือนภัยเหล่านี้ มักจะไม่เคยถูกใช้งานจริง ทำให้ไม่แน่ใจว่ายังใช้งานได้จริงมั้ย หรือ แม้แต่พนักงานในร้านก็อาจไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อระบบเตือนภัยในร้านทำงาน
“เสนอว่า ... ท้องถิ่นอาจกำหนดเป็นเวลาร่วมกันไว้ว่า ก่อนจะเปิดร้านช่วงเย็นวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ ทุกร้านจะต้องทำตามขั้นตอนการทดสอบระบบเตือนภัยก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์แจ้งเตือน เช่น ตัว Alarm ไฟสำรอง ไฟทางเดินสามารถใช้งานได้จริง เป็นการทดสอบระบบไปในตัวพร้อม ท้องถิ่นก็จะสามารถจัดทีมสุ่มตรวจได้ตามวันและเวลานี้ว่า ร้านใดได้ทำตาม Protocol นี้แล้วหรือไม่”
*****
ระบบตรวจจับควันหรือความร้อน ระบบแจ้งเตือนภายในร้าน ระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่จะช่วยเพิ่มเวลาในการหนี หน่วงเวลาการเกิดควันทึบและการเพิ่มความร้อน อาคารโปร่งและมีเส้นทางหนีออกที่กว้างพอและชัดเจน ระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเกิดเหตุไปให้เจ้าหน้าที่โดยตรง ... ทั้งหมดนี้ มาจากแนวคิดที่ว่า ในเมื่อเราไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดภัยพิบัติได้ 100 % เราจะทำอย่างไรให้คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากภัยพิบัติในจุดที่เราคาดว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้
แต่ไม่ว่าจะมีข้อเสนออย่างไร ... การทบทวนกฎหมาย การออกแบบกฎหมายให้ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการอนุมัติ อนุญาต ยังเป็นความจำเป็นระยะยาวที่ต้องทำ เพราะเราต่างก็เห็นกันแล้วว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้ง เกิดจากการละเว้นกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับบางสถานที่
ถ้าลดการที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจยังไม่ได้ .... ต่อให้มีอุปกรณ์ เครื่องมือตรวจจับ กล้องความคมชัดสูง หรือติดตั้งสัญญาณเตือนราคาแพง ... มันก็มีโอกาสที่อุปกรณ์เหล่านี้ จะไม่ทำงานในเวลาที่เกิดเหตุอยู่ดี

