กำแพงเพชร – เผยวินาทีสุดสลด..ตำรวจคลองลาน ขับรถยนต์ชนท้ายจักรยานยนต์ 3 แม่ลูกกระเด็นไปคนละทิศละทาง ขณะร่างแม่ลอยตกร่องน้ำจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนลูก 2 คน อาการยังสาหัส ญาติหวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้าน ตร.คู่กรณีเข้าขอขมาศพ-ยืนยันจะช่วยเหลือเยียวยาเต็มที่
กรณีโลกโซเชียลแชร์ภาพอุบัติเหตุสลดบนถนนคลองลาน-กำแพงเพชร..รถยนต์พุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง ส่งผลให้ 3 แม่ลูกที่ซ้อนท้ายกันมากระเด็นไปคนละทิศละทาง เมื่อบ่ายวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้เป็นแม่กระเด็นตกไปในท่อระบายน้ำ ส่วนลูกชายวัย 13 ปี และลูกอีกคนกระเด็นไปอยู่กลางถนน อาการสาหัสทั้ง 3 ราย ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อทราบว่าคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์ตัดสินใจออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย
ล่าสุดขณะนี้(19 ก.ค.) ญาติพี่น้อง-ครอบครัวผู้ประสบเหตุได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพนางสาวปิยวดี จันทร์อิ่ม อายุ 40 ปี ผู้เสียชีวิต ที่วัดคลองปลาร้าสามัคคีธรรม ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร โดยมีร้อยตำรวจตรีเกรียงไกร อายุ 53 ปี ตำรวจ สภ.คลองลาน คู่กรณี เดินทางมากราบขอขมาศพและมอบเงินช่วยเหลือค่าจัดงานเบื้องต้น
โอกาสนี้ได้มีการพูดคุยแนวทางเยียวยาต่อหน้าผู้นำชุมชน ซึ่งคู่กรณีระบุว่าเป็นการช่วยเหลือค่าทำศพ ส่วนการเยียวยาในด้านอื่น ๆ จะมีการเจรจากันอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนา
ด้านลูกสาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยด้วยความเศร้าสลดว่า ยังคงอยู่ในสภาวะสับสนและกังวลใจมาก ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในบ้านและการใช้ชีวิตหลังจากนี้ เพราะแม่ที่เป็นเสาหลักต้องจากไปกะทันหัน เป็นห่วงน้องที่ยังรักษาตัวอยู่ในอาการสาหัสและยังไม่ฟื้น อีกทั้งยังกังวลว่าหากน้องฟื้นขึ้นมาจะได้รับผลกระทบทางสมองหรือร่างกายหรือไม่ ประกอบกับความไม่มั่นใจในความยุติธรรมของกระบวนการเยียวยาจากคู่กรณี ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้าน
นายอานนท์ น้องชายผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ครอบครัวกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ของหลาน ๆ และอนาคตที่ยังมองไม่เห็น เนื่องจากตนก็มีปัญหาสุขภาพและไม่มีงานทำประจำ การสูญเสียพี่สาวซึ่งเป็นเสาหลักไปถือเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมาก ตนมีความกังวลอย่างยิ่งว่าหากหลานฟื้นขึ้นมา ร่างกายและสติสัมปชัญญะจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งทางครอบครัวต้องการความชัดเจนและการดูแลเยียวยาที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับเด็กๆ ที่เหลืออยู่
ขณะที่ ร.ต.ต.เกรียงไกร คนขับขี่รถยนต์คู่กรณี ยอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เกิดเหตุจริง จังหวะนั้นรถไหลลงจากเนินและควบคุมรถไม่ได้จนเสียหลักไปชนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้หลบหนีและลงมาดูแลผู้บาดเจ็บทันที พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ดื่มสุราอย่างเด็ดขาด ส่วนประเด็นการเยียวยา ตนยืนยันว่าจะดูแลรับผิดชอบทั้งเรื่องลูกของผู้เสียชีวิตและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้เสียหาย
อย่างไรก็ตาม นางสาวศิริณา พยานที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุรถกระบะคู่กรณีขับเบี่ยงเข้าไปชนท้ายรถจักรยานยนต์โดยตรง ไม่ได้มีการตัดหน้าตามที่มีการกล่าวอ้าง อีกทั้งพยานยังระบุชัดเจนว่าได้กลิ่นสุราและเห็นท่าทางมึนเมาของคู่กรณีอย่างชัดเจน พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่าเด็กที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 รายอาการสาหัสมากต้องเข้าห้องไอซียู โดยตนพร้อมจะให้การกับเจ้าหน้าที่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียหายที่ต้องสูญเสียอย่างไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

