นักวิชาการด้าน AI โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงโครงการ TH-AI Passport (AI Pass) หลังทดลองใช้งานจริง พบความสามารถและฟีเจอร์ยังด้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรีที่มีอยู่ในตลาด พร้อมย้ำไม่เคยคัดค้านเจตนาของโครงการ แต่เห็นว่าควรทบทวนแนวทางใหม่ มุ่งพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ช่วยยกระดับการทำงานของคนไทย ใช้ Local LLM และประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ มากกว่าพัฒนา Chatbot ที่ไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกได้
MGR Online – นักวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport (AI Pass) โดยระบุว่า หากย้อนกลับไปช่วงที่โครงการเปิดตัว มีกระแสฮือฮาว่าจะเปิดโอกาสให้คนไทย 5 ล้านคน ได้ใช้ AI เวอร์ชัน Pro หรือ Premium และเกิดการถกเถียงกันอย่างมากว่าคุ้มค่าหรือไม่
เจ้าของโพสต์ระบุว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ TOR ของโครงการตั้งแต่ช่วงแรกผ่านเฟซบุ๊ก และมีสื่อบางฉบับนำความคิดเห็นดังกล่าวไปเผยแพร่ พร้อมพาดหัวข่าวว่า "จับโป๊ะ TH-AI Passport ที่แท้แค่ 'Chatbot' เวอร์ชันฟรี" นอกจากนี้ ยังเคยเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ในหัวข้อ "TH-AI Passport : เมื่อ AI เวอร์ชัน Pro อาจไม่ใช่ Pro อย่างที่เข้าใจ"
เจ้าของโพสต์ระบุว่า ตนมีมุมมองแตกต่างจากผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือความโปร่งใสของโครงการ เพราะไม่เคยพูดถึงประเด็นดังกล่าว และยังมองว่าโครงการนี้มีความตั้งใจที่ดี ต้องการพัฒนาแอป Generative AI ให้คนไทยได้ใช้งาน แต่เมื่อพิจารณาข้อด้อยต่าง ๆ แล้ว ยังเห็นว่าความสามารถห่างชั้นจาก AI เวอร์ชัน Pro หรือ Premium ของผู้ให้บริการรายใหญ่ โดยเฉพาะในเรื่องฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ AI ระดับดังกล่าวมีอยู่แล้ว และอาจเป็นไปได้ว่า สิ่งที่กำลังพัฒนาจะมีฟีเจอร์น้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรีของบางค่ายเสียอีก
"สุดท้าย เมื่อพัฒนาออกมาแล้ว คนก็คงนิยมใช้น้อย เพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้เวอร์ชันฟรีของค่ายดัง ๆ ที่มีความสามารถหลากหลายกว่า" เจ้าของโพสต์ระบุ
เจ้าของโพสต์ยังระบุด้วยว่า ปัญหาของ TOR น่าจะเกิดจากการร่างมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สิ่งที่จะพัฒนาหรือแอป Gen-AI ที่กำหนดไว้ไม่ทันสมัย และไม่สามารถเทียบเท่า AI เวอร์ชัน Pro หรือ Premium ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงเคยเสนอแนะว่า หากต้องการส่งเสริมให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI รัฐอาจไม่จำเป็นต้องพัฒนาแอป Generative AI เพื่อแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่หากต้องการเน้นการสอน AI ให้คนไทย ก็ควรแนะนำให้ใช้เครื่องมือ AI ฟรีที่มีอยู่ทั่วไป ขณะที่หากจะพัฒนาแอป Gen-AI ก็ควรใช้จุดเด่นของโครงการ พัฒนาเครื่องมือเฉพาะด้านสำหรับบางอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการ SME เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ใช้ Local LLM รวมถึงจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศ AI ของไทย
อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ระบุว่า โครงการยังเดินหน้าต่อ และพัฒนาแอปในรูปแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการชำระเงินเป็นแบบ Per Active User
เจ้าของโพสต์เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสทดลองใช้งาน AI Pass เปรียบเทียบกับโปรแกรม AI เวอร์ชันฟรีที่มีอยู่ทั่วไป โดยนำงานประจำที่ใช้เครื่องมือ AI หลายตัวมาทดสอบ พบว่า งานหลายอย่างที่ทำเป็นประจำ โปรแกรมดังกล่าวกลับไม่สามารถทำได้เลย ส่งผลให้ภาพรวมของการทดสอบพบว่า งานส่วนใหญ่ยังสู้ AI เวอร์ชันฟรีไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น
พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า เคยย้ำหลายครั้งว่า โลกของ Generative AI ได้เปลี่ยนผ่านจากยุค AI Chatbot ที่เป็นเพียง AI ผู้ตอบคำถาม สร้างเอกสาร สร้างภาพ และสร้างวิดีโอ ไปสู่ยุค AI Copilot ที่กลายเป็นผู้ช่วยทำงาน สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้จำนวนมาก และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Agent ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
เจ้าของโพสต์ตั้งคำถามว่า ในเมื่อโครงการไม่ได้แจก AI เวอร์ชัน Pro หรือ Premium แต่กลับได้แอปที่มีฟีเจอร์และความสามารถน้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรี แล้วจะพัฒนาแอปนี้ไปเพื่ออะไร พร้อมเห็นว่า หากต้องการ Upskill หรือ Reskill คนไทยด้าน AI ก็จำเป็นต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี และสอนให้คนไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
เจ้าของโพสต์ระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรสอนให้คนไทยใช้ AI เพียงเพื่อค้นหาข้อมูลแบบ Google หรือสร้างภาพและวิดีโอเพื่อความบันเทิง แต่ควรยกระดับให้คนไทยใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยควรมีเครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์เอกสารขนาดใหญ่ วิเคราะห์วิดีโอหรือเสียง และสรุปเป็นเนื้อหาได้ เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ สามารถสร้างสไลด์ กรอกข้อมูลลงในสเปรดชีต สร้างเอกสาร แปลภาษา รวมถึงค้นคว้าเชิงลึกและเชื่อมโยงผลลัพธ์ไปใช้งานต่อได้
"สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ทุกวันนี้เครื่องมือ Generative AI เวอร์ชันฟรีก็สามารถทำได้แล้ว และเครื่องมือฟรีบางตัวไม่ได้เป็นเพียง AI Copilot แต่ได้พัฒนาไปสู่ AI Agent แล้ว" เจ้าของโพสต์ระบุ
นอกจากนี้ เจ้าของโพสต์ยังอ้างอิงรายงาน The Gemini Report | Southeast Asia 2026 ซึ่งระบุว่า คนไทยเปิดรับ AI ค่อนข้างสูง โดย 87% ของคำสั่งใช้งานเป็นภาษาไทย และมีการใช้งานครอบคลุมตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของไทยกลับอยู่ที่การใช้ AI เป็น "ผู้ช่วยด้านไลฟ์สไตล์" เช่น สนทนาเรื่องทั่วไป ขอคำแนะนำด้านอาหาร ชอปปิง สุขภาพ และสร้างภาพ มากกว่าการใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน รายงานดังกล่าวระบุว่า สิงคโปร์ใช้ AI กับงานวิเคราะห์ข้อมูล เอกสาร และการเขียนโค้ด ขณะที่เวียดนามโดดเด่นด้านการศึกษา คณิตศาสตร์ และงานเทคนิค ฟิลิปปินส์นำ AI ไปช่วยงานบริการลูกค้าและการพัฒนาอาชีพ ส่วนมาเลเซียสามารถใช้ AI กับงานวิชาชีพที่ต้องสลับภาษาท้องถิ่นและภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจ้าของโพสต์มองว่า สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่การที่คนไทยใช้ AI น้อย แต่คือการใช้ AI เพื่อความสะดวกและความบันเทิง มากกว่าการสร้างทักษะและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทย ดังนั้น หากรัฐบาลจะพัฒนาแอป AI ขึ้นมา ก็ควรทำให้มีความสามารถเหนือกว่า AI เวอร์ชันฟรี หรือมีนวัตกรรมที่ใช้โมเดลภาษาไทยและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทย เพราะหากทำได้เพียง Chatbot แบบเดิม แม้จะใช้งบประมาณน้อยลง ก็ยังต้องกลับมาตั้งคำถามเดิมว่า "แล้วเราจะทำแอป TH-AI Passport (AI Pass) ไปเพื่ออะไร"

