xs
xsm
sm
md
lg

5 เหตุผล Data Center ถ้าดีจริง ทำไมประเทศมหาอำนาจไม่เก็บไว้เอง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตอบคำถามกวนใจใครบางคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั่นคือถ้า Data Center หรือศูนย์ข้อมูลเมกะโปรเจ็กต์คือขุมทรัพย์แห่งโลกอนาคตจริง ทำไมมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน ถึงไม่ยอมเก็บของดีเหล่านี้ไว้ในประเทศตัวเองทั้งหมด แต่กลับเร่งส่งออกมาตั้งในประเทศอื่น รวมถึงไทย

คำตอบคือในความเป็นจริง สหรัฐฯ และจีน เลือกเก็บดาต้าเซ็นเตอร์ระดับหัวกะทิไว้ในประเทศตัวเอง แต่ที่ทำให้ต้องขยายฐานออกมาตั้งในประเทศอื่นๆ นั้นอาจมีเหตุผลอย่างน้อย 5 ด้าน ทั้งในแง่ของความเร็ว ระยะทาง และภาระทางธุรกิจ

***ลดความหน่วง เพิ่มความเร็ว


Data Center หรือดาต้าเซ็นเตอร์คืออาคารหรือศูนย์ข้อมูลที่ใช้สำหรับรวบรวม จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลดิจิทัล โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมองส่วนกลางขนาดใหญ่ที่คอยควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทั้งหมด และต่อให้ระบบ AI หรือ Cloud มีความเก่งกาจเพียงไหน ข้อมูลก็ยังต้องเดินทางผ่านสายเคเบิลใต้น้ำและใยแก้วนำแสง ซึ่งหากผู้ใช้งานในกรุงเทพฯ หรือสิงคโปร์ สั่งประมวลผลข้อมูล แล้วต้องวิ่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ในแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐฯ) หรือเซินเจิ้น (จีน) แล้ววิ่งกลับมา ย่อมจะเกิดความหน่วง หรือ Latency ขึ้น

ภายใน Data Center จะประกอบไปด้วยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่ายความเร็วสูง และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก เพื่อรองรับการทำงานของระบบแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และบริการออนไลน์ต่าง ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของ Data Center คือการรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยและทำงานได้ดีต่อเนื่อง ระบบจึงต้องติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง เช่น ระบบสำรองไฟฟ้า และเครื่องปั่นไฟเพื่อป้องกันระบบล่ม รวมถึงระบบปรับอากาศอุณหภูมิและความชื้นแบบพิเศษ ที่ช่วยระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งการป้องกันการโจรกรรมทางกายภาพด้วยระบบสแกนสิทธิ์เข้า-ออก และการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์

ภาพถ่ายจากโดรนแสดงระบบระบายความร้อนบนดาดฟ้าของศูนย์ข้อมูล Digital Realty ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569
ในปัจจุบัน รูปแบบของ Data Center ได้พัฒนาไปอย่างหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง, การเช่าพื้นที่ฝากวางเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงการเช่าใช้ทรัพยากรบนระบบคลาวด์ เช่น Google Cloud หรือ AWS ซึ่ง Data Center เหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI), Big Data, และการทำ Digital Transformation ของทุกอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีล้ำสมัยทั้งรถยนต์ไร้คนขับ, การสตรีมมิ่ง, การเทรดหุ้น, การใช้ AI แบบเรียลไทม์ ล้วนต้องการความหน่วงระดับมิลลิวินาทีหรือเสี้ยววินาที บริษัทเทคฯ จึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องสร้าง Data Center ให้ใกล้กับผู้ใช้งานที่สุด ตามหลักคิดของ Edge Computing เพื่อให้รวดเร็วและไม่สะดุด

***ปรับตามกฎหมาย อธิปไตยของข้อมูล


Data Sovereignty หรืออธิปไตยของข้อมูล คือเหตุผลหลักเชิงกฎหมายที่ทำให้บิ๊กเทคต้องขยับตัวเรื่อง Data Center ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้ง PDPA ของไทย หรือ GDPR ของยุโรป โดยรัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่อย่างธนาคาร, โรงพยาบาล, หน่วยงานความมั่นคง มีกฎห้ามนำข้อมูลสำคัญของประชาชนออกนอกประเทศ

ดังนั้น ถ้า Google, Microsoft (สหรัฐฯ) หรือ Huawei, Tencent (จีน) ต้องการรับงานประมูลโปรเจกต์ระดับล้านล้านจากรัฐบาลหรือบริษัทในไทย บิ๊กเทคเหล่านี้จะไม่ค่อยมีทางเลือก นอกจากต้องมาสร้าง Data Center ในแผ่นดินไทย เพื่อรับประกันว่าข้อมูลคนไทยไม่ได้ถูกส่งกลับไปอเมริกาหรือจีน

***วิกฤตพลังงานและทรัพยากร


Data Center ไม่ได้มีแต่ข้อดี แต่มาพร้อมกับภาระด้านทรัพยากรที่หนักอึ้ง รายงานจากต่างประเทศชี้ว่าในสหรัฐฯ พื้นที่ที่เป็นศูนย์กลาง Data Center ระดับโลกอย่าง Loudoun County (รัฐเวอร์จิเนีย) ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณของวิกฤต "ไฟไม่พอ" จนต้องระงับการเชื่อมต่อใหม่ ส่วนไอร์แลนด์และนิวยอร์กก็เริ่มสั่งเบรกแล้ว

นอกจากปัญหาสายส่งไฟฟ้าเต็ม ยังมีเรื่องการสูบน้ำหล่อเย็นด้วย Data Center ใช้น้ำมหาศาลเพื่อระบายความร้อน การพิจารณาหาพื้นที่ตั้ง Data Center นอกประเทศแม่แห่งใหม่ที่ไม่แห้งแล้ง ก็ถือเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล

ในอีกด้าน บริษัทเทคฯ บางแห่งยังมีเป้าหมายรักษ์โลก (Net Zero) ในประเทศตัวเอง การมาสร้าง Data Center ในประเทศกำลังพัฒนาที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจหละหลวมกว่า เช่น ไม่บังคับทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA (Environmental Impact Assessment) หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) และยอมให้ใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิลในระยะแรก จึงเป็นการบริหารภาระทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่ดูเหมือนสบประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

***ภูมิรัฐศาสตร์


หลายคนยอมรับว่าวันนี้โลกแบ่งขั้วเป็น "ค่ายอเมริกา" และ "ค่ายจีน" โดยอาเซียนถูกมองเป็นสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุด หากสหรัฐฯ ไม่รีบเข้ามาตั้งฐานระบบ Cloud และ AI ในไทย จีนก็อาจจะเข้ามายึดตลาดนี้แทน

หากผู้ใช้งานในกรุงเทพฯ สั่งประมวลผลข้อมูล แล้วต้องวิ่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐฯ แล้ววิ่งกลับมา ย่อมจะเกิดความหน่วงขึ้น ในภาพคือศูนย์ข้อมูล Digital Realty ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
และเมื่อหน่วยงานราชการหรือบริษัทไทย นำข้อมูลไปฝากไว้บน Cloud ของค่ายไหนแล้ว การจะย้ายค่ายในอนาคตอาจทำได้ยากมาก มีต้นทุนแฝงสูง การมาสร้าง Data Center จึงมองแบบแง่ร้ายได้เหมือนการมาปักธงยึดครองโครงสร้างพื้นฐานแห่งศตวรรษที่ 21 ให้ประเทศเหล่านั้นต้องพึ่งพามหาอำนาจไปตลอดกาล

***เก็บแค่ Data Center ที่ฉลาดที่สุดไว้เอง


ความจริงที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ Data Center มีหลายเกรด

ตัวอย่างเข่น Training Data Center หรือศูนย์ที่ใช้ฝึกฝนสมองของ AI ให้ฉลาดขึ้น อาจจะมีการใช้ชิป H100 หลักแสนตัว กินไฟมหาศาล เป็นความลับสุดยอดทางเทคโนโลยี แน่นอนว่าสหรัฐฯ และจีน จะสร้างสิ่งนี้ในประเทศตัวเองเท่านั้น เพราะถือเป็นความมั่นคงแห่งชาติ

แต่หากเป็น Inference/Cloud Data Center ซึ่งเป็นศูนย์ที่ใช้สำหรับให้บริการ โดยนำเอา AI ที่ฉลาดแล้วมาให้บริการคนทั่วไป หรือให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล นี่คือรูปแบบ Data Center ที่บิ๊กเทคเลือกส่งออกมาสร้างในไทยและอาเซียน เพื่อหาเงินและขยายฐานลูกค้า

บทสรุปแบบเจ็บปนคันของเรื่องนี้ คือประเทศมหาอำนาจอาจไม่ได้ใจดีเอาของดีมาแจก แต่เลือกที่จะขยาย Data Center ออกมานอกประเทศเพราะต้องการเงินจากตลาดใหม่, ข้อมูลต้องอยู่ใกล้ผู้ใช้ตามกฎหมาย, และโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศที่เคยตั้ง Data Center ก็อาจเริ่มรับภาระไม่ไหวแล้ว

สำหรับไทย การที่ประเทศอ้าแขนรับ Data Center อาจเป็นสิ่งที่ดีในแง่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่รัฐบาลไทยจำเป็นต้อง "ต่อรอง" ให้เป็น บังคับให้บิ๊กเทคใช้พลังงานสะอาด และป้องกันไม่ให้ใครมาสูบทรัพยากรแล้วทิ้งภาระให้ประเทศอย่างที่กังวลกัน.