นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามคดีคนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ผู้ต้องหาบางคนอัยการสั่งไม่ฟ้อง เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ทั้งสำนวนคดีและการเร่งรีบในการวินิจฉัย ซึ่งในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อดูการทำลายปืน 39 กระบอก เพื่อดูว่ามีการทำลายจริงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังต้องมีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสไปให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการการกฎหมายฯ ด้วย หลังจากที่เชิญมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่มา และในวันที่ 11-12 สิงหาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง เพื่อพูดคุยรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะการลอบยิงนายกมลศักดิ์ เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การลอบยิงบุคคล และ กอ.รมน. อ้างว่าไม่ใช่คดีความมั่นคง
นายรังสิมันต์ ยืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของนายกมลศักดิ์ หรือประชาชนที่เลือกนายกมลศักดิ์ เข้ามา แต่ส่งผลต่อการคลี่คลายความขัดแย้งที่มีในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐหายไป คนยิงคือคนของรัฐ รถของรัฐ ปืนของรัฐ และอาจนำไปสู่การทำลายหลักฐาน เพราะมีคนของรัฐไปมีส่วนรู้เห็นในเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้รับไม่ได้จะตัดตอนจบแค่ 4 คน และไม่รวมไปถึงผู้ที่สั่งการ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นสังคมจะมั่นใจเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร
นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกเรื่องที่ต้องตามต่อคือการเก็บข้อมูล 2 ล้านหมายเลขต่อวัน ในบริเวณพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมี 15-16 อำเภอ ไม่ได้ประกาศใช้ แต่กลับมีการขอข้อมูลทุกเที่ยงคืน หากข้อมูลเหล่านี้หลุด ผู้ปฏิบัติตำรวจทหารเคลื่อนไหวอย่างไร เขารู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด การปฏิบัติการลักษณะแบบนี้ไม่ต้องอยู่บนกฎหมายที่ให้อำนาจหรือ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าจะรับได้ จึงจำเป็นที่ต้องได้รับคำอธิบายและคำตอบที่เหมาะสม และต้องหาให้เจอว่าการกระทำความผิดนี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนบุคคลที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คนจาก 7 คน ซึ่งจากพยานหลักฐานที่มีเป็นการซัดทอดจากผู้ต้องหารายอื่น แต่ตนมองว่าบุคคลนี้มีความสำคัญในการเชื่อมโยงไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ ถ้าจะจบแบบนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

