ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กรณีล่าสุดที่ตำรวจทลายขบวนการจ้าง “พ่อทิพย์คนไทย” เพื่อออกสูติบัตรเถื่อนให้เด็กที่เกิดจากอุ้มบุญหรือกลุ่มทุนจีนสีเทา ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากำลัง “สร้างพลเมืองสัญชาติไทยสายเลือดมังกร” ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
ทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากลัว?
นั่นเพราะเด็กเหล่านี้จะมีสัญชาติไทยโดยชอบด้วยกฎหมายเต็มร้อยเมื่อเติบโตขึ้นจะสามารถซื้อที่ดิน ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ จัดตั้งบริษัทโดยไม่ต้องใช้นอมินี และที่สำคัญที่สุดคือมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและตั้งพรรคการเมืองในอนาคต
ถ้าจะกล่าวว่านี่คือการแทรกซึมเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยในระยะยาวก็คงจะไม่เกินเลยจากความเป็นจริงเท่าใดนัก
ในอดีตที่ผ่านมาไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้ประชาชนจีนเดินทางไปมาหาสู่กันได้ค่อนข้างสะดวก จนเกิดการย้ายถิ่นฐานมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เกิดชุมชนชาวจีนในจังหวัดต่างๆ และจำนวนไม่น้อยก็ทำการค้าจนประสบความสำเร็จกลายเป็นมหาเศรษฐีตระกูลสำคัญของไทย
อย่างไรก็ดี หลังปี 2553 ความเข้มงวดของการปราบปรามในจีน ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพจำนวนมากที่เคยตั้งฐานอยู่ภายในประเทศจีนทยอยย้ายฐานปฏิบัติการมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยก็กลายเป็นจุดพักและศูนย์กลางการเคลื่อนย้ายที่สำคัญ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ“จีนเทา”
เป็นคำ “จีนเทา” ที่แสลงหูรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก ดังที่ “นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยว่า“ถ้าเจอนักท่องเที่ยวจีนทำผิดให้บอก แต่อย่าใช้คำว่า จีนเทา เพราะเขารู้สึกว่าประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับเขา แม้คนจีนบางส่วนทำผิด แต่คนจีนที่เข้ามาใช้เงินในประเทศไทยก็มีจำนวนมาก มีทั้งคนดีและไม่ดี”
ยุทธการกลืนชาติครั้งนี้ทำขนานกันสองทาง ทางหนึ่งคือการจ้าง“หญิงไทยอุ้มบุญ”ผิดกฎหมายเพื่อเอาสัญชาติจากฝั่งแม่ และอีกทางคือกลุ่มทุนจีนเทาที่พาภรรยาต่างด้าวเข้ามาคลอดเองในไทย แล้วใช้วิธีติดสินบนเวชระเบียนเพื่อจ้าง“พ่อไทยทิพย์สวมสิทธิ์
ทั้งสองโมเดลมีเป้าหมายเดียวกันคือการเจาะทะลวงระบบทะเบียนราษฎร์ของไทย
จุดเริ่มต้นของการสืบสวนมาจากการขยายผลคดี “เฉิน อินไล” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ มูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติว่า ภรรยาของเขามีบุตรชาวจีน 3 คน แต่เด็กทั้งหมดกลับถือสัญชาติไทย จึงนำไปสู่การตรวจสอบที่มาของสถานะบุคคลและเปิดโปงขบวนการซื้อสิทธิความเป็นคนไทย
หัวใจของขบวนการคือบริการที่ถูกเรียกว่า “แพ็กเกจ 999” คิดค่าดำเนินการ 999,999 บาท แลกกับการทำให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติไทยครบวงจร ซึ่งข้อต่อสำคัญของเครือข่ายประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลหรือนายหน้า ผู้จัดหาพ่อทิพย์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต หากขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปลี่ยนเรื่องแต่งให้กลายเป็นข้อเท็จจริงในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรก็เกิดขึ้นได้ยาก
แน่นอนว่า หากขบวนการนี้ทำสำเร็จในหลักพันหรือหลักหมื่นคนในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีกลุ่มทุนที่ถือสัญชาติไทย มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่มีหัวใจและสายสัมพันธ์โยงใยกับองค์กรอาชญากรรมต่างชาติเป็นเนื้อเดียวกัน
ยุทธการกลืนชาติไทยด้วยสูติบัตรเถื่อนครั้งนี้ ทุนจีนเทายกโมเดลอาชญากรรมข้ามชาติจากสามเหลี่ยมทองคำ เมียวดี และสีหนุวิลล์ เข้ามาตั้งรกรากในใจกลางกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่เขต และบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับสูงเพื่ออำนวยความสะดวก การที่สถานทูตจีนต้องรีบออกโรงสยบข่าว สะท้อนว่าประเด็นนี้เริ่มบานปลายจนกระทบภาพลักษณ์ระดับมหภาค ความสัมพันธ์ของมหามิตรมหาอำนาจตะวันออก เริ่มถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง
ยิ่งกรณีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สื่อและนักวิเคราะห์ต้องยกระดับคำเตือน เพราะมันคือ “การโจรกรรมสัญชาติเพื่อฝังตัวระยะยาว” เป็นภัยต่อความมั่นคงร้ายแรง ยิ่งทำให้สถานทูตจีนไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้
12 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า จีนได้รับทราบรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องแล้ว จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรายงานข่าว บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีมีความซับซ้อน โดยผู้กระทำผิดได้สมคบกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังดำเนินการสอบสวนคดีตามกฎหมาย รัฐบาลจีนยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่พำนัก สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย จีนยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับมาโดยตลอด จีนพร้อมที่จะส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือกับไทยต่อไป เพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนและความร่วมมือในทุกสาขาของทั้งสองประเทศ
การออกโรงของสถานทูตจีน ด้านหนึ่งคือการปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งมันคือการสะท้อนกลับมายังรัฐบาลไทยว่า ในขณะที่ปักกิ่งเอาจริงกับการกวาดล้างอาชญากรเหล่านี้ แต่ระบบราชการไทยกลับทำตัวเป็นเนื้อร้าย ติดสินบน เปิดประตูบ้านต้อนรับปรสิตเข้ามาเจาะระบบความมั่นคงของตัวเอง
ปัญหา “มณฑลไทกั๋ว” จึงไม่ได้เกิดจากความร้ายกาจของทุนจีนเทาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้าราชการไทยบางกลุ่มที่ยอมขายชาติเพื่อแลกเศษเงิน
ในเชิงนโยบายรัฐไทยจะต้องยกระดับขบวนการ “พ่อไทยทิพย์-นอมินี” เป็นภัยความมั่นคงระดับชาติ ดำเนินนโยบายเชิงรุก ปรับบทลงโทษทางกฎหมายให้ขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติ ขบวนการอุ้มบุญทุนสีเทา และบุคคล/สำนักงานกฎหมายที่ทำหน้าที่เป็นนอมินี ให้มีความผิดเทียบเท่าการบ่อนทำลายความมั่นคง มีโทษยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและไม่มีการลดหย่อนโทษ
นอกจากนั้น ยังต้องปฏิบัติการล้างบางข้อมูลระบบทะเบียนราษฎร์ โดยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ระบบ AI และ Big Data ตรวจสอบย้อนหลังการแจ้งเกิดหรือการได้สัญชาติที่ผิดปกติในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมาทั้งหมด
โลกคู่ขนาน “เศรษฐกิจใต้ดิน” และ “รัฐซ้อนรัฐ”
ในอดีต การที่ชาวจีนจะก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าของแผ่นดินไทย” ยึดกุมเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วคน นั่นคือ รุ่นอากง แบกหาม ยอมเป็นลูกจ้าง ถัดมารุ่นพ่อ เริ่มเปิดร้านค้า สะสมทุน สร้างคอนเนกชั่น พอถุงรุ่นลูก/หลาน ได้สัญชาติไทย เรียนหนังสือสูง ๆ ก้าวขึ้นเป็นเจ้าสัวหรือนักการเมือง
แต่กรณี “กุมารจีน + พ่อไทยทิพย์” ที่เกิดขึ้นล่าสุด คือการโกงเวลาทางประวัติศาสตร์ โดยกลุ่มทุนจีนสีเทาไม่ต้องรอ 3 ชั่วคนอีกต่อไป พวกเขาใช้เงินซื้อ“สูติบัตรเถื่อน” เพื่อปั๊มเด็กสัญชาติไทยสายเลือดมังกรสีเทาออกมาทันทีในรุ่นปัจจุบัน และเด็กไทยสายเลือดมังกรของจีนเทาเหล่านี้คือพลเมืองไทยแท้
แม้ในทางกฎหมายรัฐไทยจะสามารถสั่งถอนสัญชาติย้อนหลังได้หากพบว่าเป็นการแจ้งเท็จ แต่ในความเป็นจริง กว่าที่กระบวนการยุติธรรมจะสืบทราบและพิสูจน์สิทธิ์เสร็จสิ้น ทุนจีนเทาเหล่านี้ก็ได้ใช้ช่องว่างเวลาดังกล่าวโยกย้าย ถ่ายเท หรือแปรสภาพสินทรัพย์นั้นไปสู่บุคคลภายนอก หรือตั้งบริษัทลูกหลายทอดจนยากจะตามยึดทรัพย์ได้ทันการณ์
มองในเชิงประวัติศาสตร์ หากเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจบนดินของไทย ทั้งธนาคาร, ค้าปลีกยักษ์ใหญ่, อสังหาริมทรัพย์ ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดมาจากยุคเสื่อผืนหมอนใบ... เศรษฐกิจใต้ดินของไทยในวันนี้ ก็กำลังถูกเปลี่ยนมือไปสู่ “กลุ่มทุนจีนเทา” อย่างเบ็ดเสร็จเช่นกัน
ขบวนการจีนเทาได้ใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็น“สวรรค์แห่งการฟอกเงินและชุบตัว” โดยฐานบัญชาการและเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ของพวกเขามีอยู่ทั่วโลก พวกเขาตั้งระบบรักษาความปลอดภัย ซื้อหมู่บ้านหรูยกโครงการสร้างเป็นกึ่งปิด ที่คนไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ กลายเป็น “รัฐอิสระ” กลางเมืองใหญ่
ขณะเดียวกัน การที่ทุนจีนสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแพทย์ในโรงพยาบาลได้ แปลว่า “อำนาจรัฐไทยถูกเจาะทะลวงด้วยอำนาจเงินสีเทา” กฎหมายไทยกลายเป็นเพียงกระดาษที่มีไว้บังคับใช้กับคนไทยระดับล่างที่ไม่มีเส้นสายเท่านั้น
ประวัติศาสตร์สยามเคยบันทึกภาพชาวจีนเสื่อผืนหมอนใบที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร หลอมรวมสายเลือดและหยาดเหงื่อสร้างเศรษฐกิจไทยจนกลายเป็นเจ้าสัวในปัจจุบัน นั่นคือประวัติศาสตร์แห่งการสร้างชาติ... แต่ในโลกคู่ขนานปี 2569 สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญคือ มังกรปรสิตสายพันธุ์สีเทาที่ซื้อทางลัดสัญชาติไทย และกรณีคดี “กุมารจีน” คือ วิวัฒนาการขั้นสูงสุดของการยึดครอง
ถ้ารัฐไทยยังคงหลงกับคำว่ามหามิตร และเปิดช่องให้ทุนจีนเทาสร้างรัฐซ้อนรัฐ สุดท้ายรัฐไทยจะไม่ใช่แค่เมืองขึ้นทางเศรษฐกิจแต่จะกลายเป็น “มณฑลไทกั๋ว” อย่างสมบูรณ์แบบ.

