xs
xsm
sm
md
lg

“ซูเปอร์จี” ตีเก๊?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถอยกรูดชนิดหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลยทีเดียวสำหรับ “โครงการข้าวแกง 40 บาท” หลัง “ซูเปอร์จี-นางศุภจี สุธรรมพันธ์” รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัดสินใจระงับแผนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

“เมื่อมีกระแสทั้งที่เห็นด้วยและที่ไม่เห็นด้วยหลากหลาย เราก็ยินดีรับฟังและพร้อมจะทบทวน เพื่อไม่ให้เกิดมาตรการรัฐที่ไปกระทบต่อกลไกตลาด ที่มีคนจำนวนมากบอกว่า มีข้าวแกงราคาประหยัดต่ำกว่าจานละ 40 บาท เป็นทางเลือกอยู่แล้ว หรือบางเสียงเห็นว่า ควรแก้ที่ส่วนอื่นที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เราจึงได้ระงับแผนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี”ศุภจีอธิบาย

เหตุผลของนางศุภจีดูเผินๆ เหมือนจะดูดีเพราะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แต่เมื่อ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” แล้ว ก็ต้องบอกว่า นี่คือ “ความผิดพลาด” ครั้งสำคัญ

ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น?
โมเดลที่นางศุภจีและกระทรวงพาณิชย์คิดไว้ก็คือ การนำร้านอาหารที่ลงทะเบียนในระบบ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีอยู่กว่า 2 แสนร้าน มาสมัครใจเข้าร่วมโครงการขายข้าวราดแกง 2 อย่างในราคาไม่เกิน 40 บาท

ทั้งนี้ ถ้าร้านไหนเข้าร่วม รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนให้ไปเลย 3,000 - 5,000 บาท สูงสุดถึง 10,000 บาทต่อร้าน

ตั้งเป้าไว้ที่ 1 แสนร้านค้าทั่วประเทศ หวังให้ประชาชนมีทางเลือกกินของถูก

ทว่า เมื่อแนวคิดของโครงการหลุดออกไป โลกโซเชียลก็กระหน่ำวิจารณ์จนเกิดเป็นดรามา ด้วยเหตุผลว่า กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจีนอกจากจะทำงานโดยอยู่บนหอคอยงาช้างแล้วยังตีโจทย์ไม่แตกอีกต่างหาก ด้วยแทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาราคาต้นทุนวัตถุดิบ หรือพลังงานให้ตรงจุด กลับมาแจกเงินอุดหนุนข้าวแกงแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดเสียอย่างนั้น

พ่อค้าแม่ขายพากันโอดครวญถ้วนหน้าว่า ลำพังค่าแก๊สหุงต้ม ค่าแรง ค่าเช่าที่ และวัตถุดิบที่แพงหูฉี่ การจะทำข้าวราดแกง 2 อย่างในราคา 40 บาท ให้ได้คุณภาพและอยู่รอดนั้นยากยิ่งกว่าเข็นภูเขาลงครก

ที่สำคัญคือ การที่รัฐจะโยนเงินช่วยอุดหนุนรอบเดียว 3,000 - 10,000 บาท ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว เพราะโครงการนี้กำหนดทำแค่ 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องแบกรับกรรมและต้นทุนที่แท้จริงอยู่ดี

หนักไปกว่านั้นคือ ปกติข้าวแกงที่ขายกันอยู่ในราคาต่ำกว่า 40 บาทก็ยังมีขายให้เห็นโดยไม่ต้องพึ่งมาตรการรัฐให้สิ้นเปลืองงบประมาณแต่ประการใด

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม”
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมคิดว่าการที่คุณศุภจี ตัดสินใจระงับโครงการนั้น ถูกต้องแล้วครับ เพราะถ้าเดินหน้าต่อไป จะมีปัญหาทั้งเรื่องการทุจริต ร้านข้าวแกงผี และ จะไม่สามารถขาย40บาท เท่ากันทั้งประเทศได้ ซึ่งจะมีปัญหาถึงตัวคุณศุภจีเอง”

ดังนั้น การที่นางศุภจีตัดสินใจเลิกจึงไม่ใช่การรับฟังเสียงประชาชน หากแต่เป็นการจำนนต่อความจริงว่า เป็นความคิดที่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” หรือถึงขั้น “เป็นไปไม่ได้” เลยทีเดียว เพราะไม่รู้ว่า จะมีสักกี่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการนี้

แถมกลายเป็นภาระให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ต้องวุ่นวายไปตรวจสอบเพื่อควบคุมราคาขายตามที่กำหนดไว้อีกต่างหาก

ที่น่าอนาถใจที่สุดคือ เมื่อสื่อมวลชนถามว่า “มีคนท้วงติงว่าข้าวแกงต่ำกว่า 40 บาทมีอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” นางศุภจีกลับย้อนถามนักข่าวว่า “มีเหรอคะ อยู่ที่ไหน?” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เธอไม่เคยรับรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านร้านตลาดเลยว่า ใช้ชีวิตกันอย่างไร




กระนั้นก็ดี สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การยกเลิกโครงการข้าวแกง 40 บาทยิ่งตอกย้ำฝีไม้ลายมือของนางศุภจีว่า “เก่งจริง” อย่างที่อวยกันหรือไม่อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้มีการประโคมข่าวยกยอปอปั้นกันเอาไว้เลิศหรูว่า เป็นอดีตซีอีโอหญิงแกร่งแห่งเครือดุสิตธานีและ IBM Thailand ทว่า เมื่อนานวันเข้ากลับไม่เห็นผลงานที่โดดเด่นสักเท่าไหร่

สิ่งที่สัมผัสได้จากผลงานของนางศุภจีก็คือการงัดมุกเดิม ๆ ออกมาจัดอีเวนต์ชวนคนไทยกินกุ้ง และสั่งซื้อผลผลิตผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยพลัส” ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบตื้นเขินและไร้ประสิทธิภาพ ไม่ต่างไปจากการแก้ไขปัญหาเรื่องล้งมะพร้าวน้ำหอม หรือดัมพ์ราคาทุเรียนลูกละร้อยที่ชวนให้ชาวสวนปวดใจมาแล้ว

ทั้งสองเรื่องคือมะพร้าวและทุเรียนนับเป็นเรื่องที่พลาดของ “ซุปเปอร์จี” ผู้ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนระดับหมื่นล้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่าขาดความเข้าใจใน “จิตวิทยาการตลาด” และ “วงจรสินค้าเกษตร” อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ดี นางศุภจีมีคำอธิบายเอาไว้ว่า “กรณีกุ้งที่ถูกตีความบิดเบือนว่าสั่งให้คนไทยช่วยกันกินกุ้ง ทั้งที่ความจริงคือการใช้กลไกตลาดเข้าไปดูดซับผลผลิตเพื่อพยุงราคา หรือกรณีการกระจายมะพร้าวในสถานีบริการน้ำมันเพื่อระบายอุปทานส่วนเกิน แต่พอกลายเป็นมีมล้อเลียนในโซเชียลกลับสร้างความกดดันจนภาคเอกชนที่ตั้งใจมาช่วยต้องถอยออกไป”

ทั้งนี้ สิ่งที่สังคมพากันตั้งคำถามก็คือ หน้าที่ของนางศุภจีที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นควรทำโครงการอะไร “เร่งด่วน” และอะไรคือ “วาระแห่งชาติ” ที่นางศุภจีควรเดินหน้าจัดการ

แน่นอน วาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุดเวลานี้ก็คือ ปัญหาต่างชาติที่พาเหรดกันเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ทั้ง “จีนเทา ฝรั่งเทา” โดยอาศัย “นอมินี” ในการตั้งบริษัทบังหน้า แย่งอาชีพคนไทยและทำลายระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก รวมถึงกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ถือเป็น “ต้นทาง” สำคัญ โดยเฉพาะ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ที่มีหน้าที่กำกับงานจดทะเบียนนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน, บริษัท) ทะเบียนพาณิชย์ และธุรกิจบริการต่างๆ ทว่า กลับปล่อยให้เกิด “บริษัทนอมินีต่างชาติ” เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง

นั่นแสดงให้เห็นว่า การกำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคลที่หละหลวม ถูกใช้เป็นช่องให้ขบวนการนอมินีใช้คนไทยเป็นตัวแทนจัดตั้งบริษัท ก่อนเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ จนถูกกล่าวหาว่าเอื้อให้ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ถือครองที่ดินและถือครองผลประโยชน์

ตัวอย่างที่คลาสสิกคือที่ “เกาะสมุย” และ “เกาะพะงัน” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พบต่างชาติเข้ามาใช้นอมีประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมากและโยงใยกันอย่างซับซ้อน

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทบัญชีแห่งหนึ่งที่เกาะพงันเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัทต่างถึง 258 แห่ง แล้วยังมีบริษัท 112 แห่งที่มีกรรมการเป็นคนๆ เดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 กรณีชัดเจนว่าให้ความช่วยเหลือสนับสนุนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว


คำถามคือ ทำไมกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่งรู้ และเพิ่งจะตื่นตูมตรวจสอบ ทั้งๆ ที่เป็นปรากการด่านแรกที่จะตรวจสอบ แต่ที่ผ่านมากลับทำไปตามระบบ

อีกหนึ่งตัวอย่างเกิดที่ปทุมธานี โดยจากการเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งพบสถานที่ดังกล่าว ถูกใช้เป็นสำนักงานบัญชี รับจดทะเบียนบริษัท และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงบการเงินของบริษัทชาวไต้หวัน

เจ้าบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับจดทะเบียนนิติบุคคล ได้ให้การรับสารภาพว่า ได้มีลูกค้าติดต่อมา ให้ตนช่วยจดทะเบียนบริษัทฯ ให้บุคคลชาวไต้หวันจำนวน 17 คน รวม 17 บริษัท โดยมีเงื่อนไขให้จัดหาคนไทย มาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นให้ เพื่อให้สามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้ โดยคนไทยที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ถือหุ้นแทนทั้งหมด ล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิด ที่รู้จักกับตน และล้วนเป็นบุคคลที่ว่างงาน หรือประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ โดยได้รับค่าจ้างในการจดทะเบียนบริษัทละ ประมาณ 12,000 - 15,000 บาท

นอกจากนี้ ยังนับรวมไม่ถึงเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นที่ “พัทยา-บ่อวิน” จังหวัดชลบุรี หรือที่ “ห้วยขวาง” ซึ่งแปรสภาพไปเป็น “มณฑลไท่กั๋ว” ไปเป็นที่เรียบร้อย

คำถามเดิมก็คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ปล่อยให้เกิดได้อย่างไร

ทำไมที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าถึงไม่คิดใช้ความเป็นต้นทางของการกำเนิดธุรกิจ ใช้ความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล ผ่านการบังคับใช้คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง และประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย เช่น การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงบัญชีม้า การให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยในบริษัทร่วมทุนต่างชาติต้องแสดงหลักฐานรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน และการยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล

ทำไม “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ถึง “เพิ่งตื่น” กับปัญหา “ทุนเทาและนอมินีข้ามชาติ” ด้วยการประกาศจับมือกับ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)” เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ในยามที่ถูกคนไทยทั้งประเทศก่นด่าเท่านั้น

สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือ นางศุภจี เรื่องด่วนอันเป็น “วาระแห่งชาติ” เยี่ยงนี้ สนใจที่จะหยิบยกมาทำเป็นการเร่งด่วนหรือไม่ เพราะเห็นกันชัดๆ ว่าขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีความหละหลวมจนเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ตั้งบริษัททำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

ที่สำคัญคือ ถ้าเทียบกับ “โครงการข้าวแกง 40 บาท” ที่สู้อุตส่าห์เค้นสมองคิดขึ้นมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คิดว่า สิ่งไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน

นี่คือปัญหาทางความคิดของนางศุภจีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่จะต้องยกเครื่องกระบวนทัศน์การทำงานเป็นการเร่งด่วน โดยไม่ถูกระบอบราชการชักนำไปในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยทำมา และไม่มุ่งเน้นไปที่การ “หาแสง” เป็นสรณะก่อนที่จะถูก “ตีเก๊” อย่างที่เริ่มมีกระแสปรากฏให้โลกสังคมออนไลน์ให้เห็นแล้ว ทั้งๆ ที่เคยเป็น “ซูเปอร์จี” ที่ได้รับการคาดหวังจากคนไทยทั้งประเทศ